ผ่าแผนกู้ด่วน 4 แสนล้าน! รัฐงัด พ.ร.ก. สกัดวิกฤตเศรษฐกิจ-พลังงาน คลังการันตีหนี้ไม่ทะลุเพดาน ลุ้นอัดฉีด ‘คนละครึ่ง พลัส’ ดีเดย์ 1 มิ.ย. นี้

ครม. ไฟเขียวออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับแรงกระแทกวิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง หวั่นเศรษฐกิจไทยทรุดเข้าสู่ภาวะ Stagflation กางแผนหั่นเงิน 2 ก้อน เยียวยาค่าครองชีพประชาชนควบคู่การพลิกโฉมโครงสร้างสู่พลังงานสะอาด ด้านขุนคลังยันชัด ไม่กระทบเพดานหนี้สาธารณะ พร้อมจ่อคิกออฟ “คนละครึ่ง พลัส” 30 ล้านสิทธิ และเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เร็วๆ นี้

สกัดภัย “Stagflation” เดิมพันเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤตสงคราม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุด ว่าได้เห็นชอบให้กระทรวงการคลังดำเนินการออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ

สาเหตุสำคัญของการงัดใช้เครื่องมือพิเศษในครั้งนี้ เป็นผลพวงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บานปลาย จนส่งแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงต่อราคาพลังงานและต้นทุนอาหารทั่วโลก ซึ่งกำลังลุกลามมากระทบค่าครองชีพของคนไทยโดยตรง

“หน้าที่ของรัฐบาล คือการหยุดความเสี่ยงก่อนที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัว หรือ Stagflation สถานการณ์ปัจจุบันไม่สามารถรอได้ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ที่จะต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อประคับประคองประชาชนและวางรากฐานลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต” นายกรัฐมนตรี ระบุ

กางแผนใช้เงิน 4 แสนล้าน: เยียวยาตรงจุด-พลิกโฉมพลังงานชาติ

มาตรการภายใต้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อพุ่งเป้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างเร่งด่วน ทั้งผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง, เกษตรกร, ผู้ประกอบการ SMEs และภาคเศรษฐกิจที่แบกรับต้นทุนพลังงาน โดยรัฐบาลแบ่งทิศทางการจัดสรรเงินออกเป็น 2 ส่วนหลัก (ส่วนละ 200,000 ล้านบาท) ได้แก่:

  • ส่วนที่ 1: ช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพ (200,000 ล้านบาท) มุ่งประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้สะดุด ลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน และลดต้นทุนภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมผ่านการอุดหนุนจัดหาปุ๋ยและปัจจัยการผลิต

  • ส่วนที่ 2: ปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (200,000 ล้านบาท) พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในการก้าวสู่ยุคพลังงานสมัยใหม่ (พลังงานสะอาด/พลังงานทดแทน) ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว และยกระดับศักยภาพแรงงานไทยให้พร้อมแข่งขันในเวทีโลก

คลังย้ำชัด! กู้ในประเทศ 100% หนี้สาธารณะไม่ทะลุเพดาน

ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงถึงข้อกังวลด้านวินัยการเงินการคลังว่า รัฐบาลได้พิจารณา ปรับลดวงเงินกู้จากเดิมที่ตั้งไว้ 5 แสนล้านบาท เหลือเพียง 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ประเมินแล้วว่าเพียงพอต่อการแก้วิกฤต และ จะไม่ส่งผลกระทบให้หนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% ของ GDP อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ การกู้เงินทั้งหมดจะเป็นการ กู้เงินภายในประเทศ ซึ่งปิดความเสี่ยงเรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ประกอบกับปัจจุบันสภาพคล่องส่วนเกินในระบบธนาคารพาณิชย์มีสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท และอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ โดยรูปแบบการกู้จะทยอยกู้ตามความจำเป็นของโครงการ ไม่ใช่การกู้เงินมากองทิ้งไว้ให้เกิดต้นทุนดอกเบี้ยโดยเปล่าประโยชน์

สำหรับเหตุผลที่ต้องออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน แทนการพึ่งพางบประมาณปกตินั้น เนื่องจากงบประมาณปี 2569 มีเม็ดเงินคงเหลือใช้ได้จริงไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ส่วนงบกลางเหลือเพียงกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งต้องสำรองไว้ยามฉุกเฉิน ขณะที่งบประมาณปี 2570 ยังต้องรออีกกว่า 5 เดือน จึงไม่ทันการณ์ต่อการรับมือวิกฤตที่อยู่ตรงหน้า

จับตาไทม์ไลน์เงินกู้ ลุ้น “คนละครึ่ง พลัส” 30 ล้านสิทธิ เริ่ม 1 มิ.ย.

ขั้นตอนหลังจากนี้ รัฐบาลจะนำ พ.ร.ก.กู้เงินฯ เสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อคุมเข้มการอนุมัติโครงการให้ตรงตามวัตถุประสงค์ โดยตั้งเป้าพิจารณาโครงการให้เสร็จสิ้นภายใน 30 ก.ย. 2569 และเบิกจ่ายเงินกู้ให้แล้วเสร็จภายใน 30 ก.ย. 2570

ส่วนความคืบหน้าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเรือธงอย่าง “คนละครึ่ง พลัส” รมว.คลัง เปิดเผยว่า อาจมีการใช้เม็ดเงินจาก พ.ร.ก. ฉบับนี้ ผสมผสานกับงบประมาณปกติที่สามารถเจียดจ่ายมาได้ โดยเบื้องต้นคาดว่าจะครอบคลุมสิทธิให้ประชาชนราว 30 ล้านสิทธิ (เพิ่มขึ้นจากเฟสก่อนหน้าที่เคยให้สูงสุด 28 ล้านสิทธิ) ซึ่งถือว่าเพียงพอ โดยตั้งเป้าคิกออฟโครงการในวันที่ 1 มิถุนายนนี้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเตรียมเดินหน้าเปิดลงทะเบียน กลุ่มผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการควบคู่กันไปได้ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อเร่งกระจายความช่วยเหลือให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด