ทรีนีตี้ ชี้เป้า 3 กลุ่มหุ้นแกร่งกำไรทะลัก! ดัน EPS ตลาดพุ่ง ส่องกรอบ SET พ.ค. ลุ้นต้านใหญ่ 1,540 จุด

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางการลงทุนในสภาวะที่ความชัดเจนของสถานการณ์ตะวันออกกลางยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งยังคงส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ทางทรีนีตี้ประเมินว่ากระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund flow) ในระดับโลก จะยังคงถูกพักไว้ในกลุ่มหุ้นที่เห็นการปรับเพิ่มประมาณการขึ้นมากสุดในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาหลังจากเกิดสงคราม นั่นก็คือ กลุ่ม Oil & Gas และ กลุ่ม Technology

อานิสงส์ Fund Flow ดัน EPS ตลาดหุ้นไทยขยับสู่ 97.1 บาท/หุ้น

สำหรับทิศทางของตลาดหุ้นไทย ประเมินว่าอยู่ในลักษณะเดียวกันกับตลาดหุ้นโลก คือกระแสของเม็ดเงินน่าจะเห็นการเก็งกำไรไปยัง กลุ่มพลังงาน กลุ่มปิโตรเคมี และ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยังคงเห็นโมเมนตัมของการปรับเพิ่มประมาณการกำไรที่แข็งแกร่ง

ทั้งนี้ เนื่องจากหุ้นกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่มีน้ำหนัก (Market Cap) สูงในตลาด จึงส่งผลให้ล่าสุดคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทยยังคงถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 97.1 บาทต่อหุ้น

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด (Trinity Securities) ถ่ายภาพในชุดพนักงานขององค์กร
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ ประเมินกรอบ SET Index เดือนพฤษภาคม พร้อมชี้เป้า 3 กลุ่มหุ้นเด่นรับอานิสงส์ Fund Flow ไหลเข้า

ประเมินกรอบ SET เดือน พ.ค. แกว่งตัว Sideways

นายณัฐชาต กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยภาพรวมเช่นนี้ จึงประเมินการแกว่งตัวของ SET Index ในเดือนพฤษภาคม จะอยู่ในลักษณะ Sideways โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวดังนี้:

  • แนวรับแรก: 1,450 จุด

  • แนวรับสำคัญ: 1,420 จุด

  • แนวต้านแรก: 1,510 จุด

  • แนวต้านสำคัญ: 1,540 จุด

เปิดโผ 3 กลุ่มหุ้นเด่น น่าสะสมทำกำไร!

อย่างไรก็ตาม สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในเดือนนี้ ทรีนีตี้แนะนำให้โฟกัสในหุ้น 3 กลุ่มหลักที่น่าสนใจ ได้แก่:

  • กลุ่มพลังงานต้นน้ำ และปิโตรเคมี: อาทิ PTTEP, PTTGC, SCC, IRPC

  • กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์: อาทิ DELTA, KCE, HANA

  • กลุ่มส่งออกอาหารและเกษตร: ที่มียอดส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง อาทิ ITC, TFG

จับตา 6 ปัจจัยสำคัญ ชี้ชะตาทิศทางตลาด

นอกจากนี้ นักลงทุนควรติดตามปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความผันผวนของตลาดในเดือนนี้อย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย:

  1. คาดการณ์เงินเฟ้อในระดับโลก: จากทิศทางราคาน้ำมันที่ยังคงอยู่สูง รวมไปถึงผลกระทบที่ส่งต่อไปยังระดับ Bond yield ในตลาด

  2. การปรับลดน้ำหนักหุ้นไทยในตะกร้าดัชนี MSCI Emerging Market: คาดว่าจะเกิดขึ้นในการประกาศผลช่วงเช้าวันที่ 13 พฤษภาคม (ตามเวลาไทย) เนื่องจากหากนับตั้งแต่การ Rebalance ครั้งก่อน หุ้นไทยปรับตัว Underperform บนมาตรวัด Free-float adjusted พอสมควร

  3. ความผันผวนของหุ้น DELTA: หากเพิ่มสูงขึ้นในทางขาขึ้นอย่างสำคัญ อาจมีความเสี่ยงถูกขึ้นบัญชี Trading Alert อีกครั้ง ซึ่งหากเกิดขึ้นจะทำให้ตัวหุ้นหลุดออกจากดัชนี SET50 และ SET100 ประจำรอบครึ่งปีหลัง (2H26) ทันที

  4. ตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่สำคัญ: ทั้งดัชนีภาคการผลิต (ที่ยังอยู่ในโซนขยายตัว แต่ต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นปี), ดัชนีราคาผู้บริโภค (ตลาดคาด +2.2% YoY), ความเชื่อมั่นผู้บริโภค รวมถึงยอดการส่งออก-นำเข้า

  5. มาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ: มาตรการควบคุมราคาพลังงาน, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น รวมถึงความชัดเจนของการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

  6. เทศกาลประกาศผลประกอบการ: ของบริษัทจดทะเบียนภายในประเทศ (Earning Season) และปัจจัยฤดูกาลเกี่ยวกับการโยกย้ายเงินปันผลออกนอกประเทศของนักลงทุนต่างชาติ