บล.เอเซีย พลัส ชี้มรสุมภูมิรัฐศาสตร์ดันเงินเฟ้อโลกพุ่ง สวนทาง NVIDIA กำไรกระฉูด แนะ กนง. คงดอกเบี้ย 1% ชู Selective Buy สู้ตลาดผันผวน

บล.เอเซีย พลัส ประเมินตลาดทุนโลกเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยืนสูงและวิกฤตขนส่งโลก สวนทางกลุ่มเทคโนโลยีที่เติบโตแข็งแกร่งนำโดย NVIDIA พร้อมประเมิน กนง. คงดอกเบี้ย 1% พยุงเศรษฐกิจไทย แนะกลยุทธ์เลือกลงทุนรายตัวในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว

บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางตลาดทุนโลกว่า แม้จะเริ่มเห็นแนวโน้มเชิงบวกจากทิศทางผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของโลกที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ทว่าสภาวะตลาดโลกโดยรวมยังคงเผชิญคลื่นลมรบกวนรอบด้านจากมรสุมเงินเฟ้อและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงพยุงเฉพาะตัวจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าและการจัดงาน Thailand Focus 2026 ทว่าทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ยังไม่ไหลเข้าอย่างเต็มตัว ทำให้นักลงทุนต้องปรับกลยุทธ์เข้าสู่การลงทุนแบบเจาะจงรายตัว (Selective Buy) ในกลุ่มหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวซ้อนกันหลายมิติ

เงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯ ยืนสูง ดับความหวังลดดอกเบี้ยรวดเร็ว พร้อมจับตามรสุมขนส่งโลก

ภาพรวมตลาดทุนโลกยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องหลังจากสหรัฐฯ รายงานตัวเลขดัชนีเงินเฟ้อ PCE ประจำเดือน ก.ค. 2569 ขยายตัวที่ระดับ +3.7% YoY ทรงตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ +3.6% YoY ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำว่าปัจจัยเงินเฟ้อยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้เครื่องมือ FedWatch Tool ประเมินน้ำหนักความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีโอกาสที่จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อยอีก 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้

นอกจากนี้ ตลาดการเงินยังมีความกังวลเพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มปัจจัยหนุนเงินเฟ้อรอบใหม่จาก 3 มรสุมหลัก ดังนี้

  • ความเสี่ยงด้านพลังงานและค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ การบรรลุข้อตกลงครั้งล่าสุดระหว่างอิหร่านและโอมานเกี่ยวกับการแบ่งรายได้และผลประโยชน์ในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการจัดเก็บค่าผ่านทางสำหรับการเดินเรือขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ซึ่งจะกลายเป็นการผลักดันต้นทุนการขนส่งและราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยเดือน ส.ค. ให้ยังคงอยู่ในระดับสูง

  • ความตึงเครียดด้านสงครามการค้าระลอกใหม่ สหรัฐฯ มีทิศทางเตรียมประกาศมาตรการตอบโต้ทางการค้ากับประเทศแคนาดาเพิ่มเติม ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานโลกที่อาจเกิดการหยุดชะงักและกดดันบรรยากาศการลงทุน

  • ภัยแล้งเอลนีโญบีบการเดินเรือคลองปานามา ผลกระทบจากเอลนีโญ (El Niño) ส่งผลให้ระดับน้ำและปริมาณน้ำฝนในพื้นที่คลองปานามาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีความจำเป็นต้องจำกัดปริมาณการเดินเรือผ่านช่องทางดังกล่าวเหลือเพียง 32 ลำต่อวัน ตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ย. เป็นต้นไป ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันซ้ำเติมต้นทุนขนส่งและผลักดันดัชนีราคาอาหารโลก (Global Food Price) และสินค้าโภคภัณฑ์ให้พุ่งสูงขึ้นในระยะถัดไป

NVIDIA โชว์กำไรไตรมาส 2 โตระเบิด 111% ส่งซิกโตแกร่งลากยาวถึงปี 2028

ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก บล.เอเซีย พลัส ชี้ว่าภาพการลงทุนในธีม AI ยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างยิ่งยวด นำโดย

  • NVIDIA (NVDA US) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปีบัญชี 2570 แข็งแกร่งเหนือกว่าที่ตลาดคาดการณ์อย่างโดดเด่น โดยรายงานรายได้แตะระดับ 9.62 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (+106% YoY) สูงกว่าตลาดคาด 4% ได้รับแรงหนุนหลักจากกลุ่มธุรกิจ Data Center ที่ทำรายได้สูงถึง 8.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (+117% YoY) ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ทะยานอยู่ที่ระดับ 75% และมีกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 2.20 ดอลลาร์สหรัฐ (+111% YoY)

  • นอกจากนี้ ผู้บริหารยังได้ส่งสัญญาณการเติบโตเชิงบวกที่ชัดเจน โดยคาดการณ์รายได้ไตรมาส 3 จะขยับขึ้นแตะ 1.08 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (สูงกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ 1.05 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่ชิปรุ่นใหม่อย่าง “Vera Rubin” ได้ก้าวเข้าสู่การผลิตเต็มรูปแบบแล้ว เพื่อรองรับวัฏจักรการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI โลก ทั้งนี้ ทาง CFO ยังระบุคาดการณ์ว่ารายได้จะเติบโตขึ้นราว 70% ในปีงบประมาณ 2028 และอาจเติบโตขึ้นเป็น 2 เท่าในปีหน้า ซึ่งช่วยกระตุ้น Sentiment ด้านบวกอย่างมหาศาลต่อกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และผู้ให้บริการด้านระบบคลาวด์ แนะนำเก็งกำไรผ่านตราสารแสดงสิทธิ DR: NVDA80

  • ANTA SPORTS (2020 HK) ยักษ์ใหญ่อุปกรณ์และแบรนด์ชุดกีฬาของจีน ประกาศงวดผลงานครึ่งปีแรก 2569 โดดเด่นด้วยรายได้รวม 4.35 หมื่นล้านหยวน (+13% YoY) และมี EPS เติบโตเด่นที่ 3.42 หยวน (+35% YoY) ดีกว่าตลาดคาด 40% จากความแข็งแกร่งของความต้องการซื้ออุปกรณ์กีฬาและชุดแบรนด์ FILA ดันอัตรากำไรขั้นต้นขยายตัวแตะ 64% คาดจะเติบโตต่อเนื่องในครึ่งปีหลังจากการเข้าสู่ช่วง High Season แนะนำเก็งกำไรผ่าน DR: ANTA23

กนง. มีมติคงดอกเบี้ย 1% พยุงเศรษฐกิจไทยโตต่ำ จับตารายงานส่งออก ก.ค.

ด้านสถานการณ์การเงินและการลงทุนภายในประเทศ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมวันที่ 26 ส.ค. 2569 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อปี เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจในประเทศและเป็นระดับดอกเบี้ยที่เหมาะสมต่อกระบวนการฟื้นตัว โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอตัวอยู่ที่ระดับ +2.3% และ +1.8% ตามลำดับ แม้การส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนจะได้รับผลดีตามวัฏจักรเทคโนโลยี แต่ภาพรวมยังขยายตัวในระดับต่ำและยังคงกระจุกตัว ขณะที่ประเด็นอัตราเงินเฟ้อยังคงทรงตัวในระดับต่ำกว่าคาด แต่มีโอกาสปรับสูงขึ้นตามอุปทานพลังงานและความตึงเครียดของภูมิรัฐศาสตร์โลก

ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่า ด้วยข้อจำกัดของทิศทางเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำ ส่งผลให้นโยบายการเงินของไทยจำเป็นต้องคงไว้ในลักษณะผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการคาดหวังแรงผลักดันจากนโยบายการคลังที่เข้มข้นขึ้นจากทางรัฐบาล เช่น โครงการกระตุ้นการบริโภคและการท่องเที่ยวอย่าง ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2, ไทยเที่ยวไทย พลัส และโครงการ THAILAND FASTPASS เป็นต้น นอกจากนี้ ตลาดไทยกำลังติดตามความเคลื่อนไหวรายงานตัวเลขดุลการค้าและการส่งออกประจำเดือน ก.ค. 2569 โดย Consensus คาดการณ์ว่าจะเติบโตราว +17.8% YoY ชะลอตัวลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวได้สูงถึง +20.8% YoY

กลยุทธ์ Selective Buy ปรับพอร์ตรับงาน Thailand Focus สู้แรงกดดันบอนด์ยีลด์สูง

แม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะได้รับปัจจัยบวกช่วยพยุงจากการแข็งค่าของเงินบาท และจิตวิทยาการจัดงาน Thailand Focus 2026 ในช่วงวันที่ 26-28 ส.ค. นี้ ซึ่งมีบริษัทจดทะเบียนกว่า 78 แห่งเข้าร่วมเสนอข้อมูลกับผู้จัดการกองทุนและนักลงทุนสถาบันต่างประเทศกว่า 220 ราย ทว่า ปัจจัยกดดันจาก Bond Yield สหรัฐฯ และอัตราเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูงยังคงเป็นตัวบีบจำกัดมูลค่า (Valuation) ของดัชนีภาพรวม และส่งผลให้ทิศทางของ Fund Flow ต่างชาติชะลอตัว โดยพบสถิติต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยติดต่อกัน 3 วันทำการ มูลค่ารวมกว่า 5.3 พันล้านบาท

แนะนำหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรในหุ้นภาพกว้าง แต่แนะกลยุทธ์ “ตั้งรับแบบเลือกตัวเล่น” (Selective Buy) ในกลุ่มหุ้นที่มีตัวเร่งหรือ Catalyst เฉพาะตัวโดดเด่นซ้อนกันหลายมิติ ดังนี้

  • หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าอิงพลังงาน (BGRIM, GPSC, GULF) ได้รับประโยชน์ทางตรงจากราคาน้ำมันดิบโลกที่เริ่มอ่อนตัวลงช่วยปรับลดค่าเชื้อเพลิง และได้รับประโยชน์จากทิศทางเงินบาทแข็งค่าช่วยลดภาระหนี้และต้นทุนในสกุลเงินต่างประเทศ

  • หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและวัสดุก่อสร้าง (SCC, PTTGC) ได้อานิสงส์บวกจากแนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบ (Feedstock) ที่ลดลงตามราคาน้ำมันดิบ

  • หุ้นปันผลเด่นเพื่อป้องกันความผันผวน (TTB, KKP) เด่นในเรื่องของอัตราส่วนเงินปันผลระหว่างกาลสูง ช่วยรองรับความเสี่ยงของตลาด

  • หุ้นกลุ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ (CK, STECON) เป็นกลุ่มหุ้นเด่นธีม Domestic Investment ที่คาดว่าจะเป็นเป้าหมายสำคัญในการนำเสนอข้อมูลเพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากผู้ลงทุนต่างชาติในงาน Thailand Focus

  • หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และห่วงโซ่อุปทาน AI (DELTA) ได้รับอานิสงส์เชิงบวกโดยตรงจากกระแสผลการดำเนินงานไตรมาส 2 แข็งแกร่งเกินคาดของยักษ์ใหญ่อย่าง NVIDIA

  • หุ้นกลุ่มการบริการและการท่องเที่ยว (CENTEL) ได้ปัจจัยบวกจากการเก็งกำไรมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย รวมถึงกิจกรรมความบันเทิงและกระแสภาพรวมการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต

  • หุ้นกลุ่มการเดินเรือและโลจิสติกส์ทะเล (PSL, RCL) ได้ Sentiment เชิงบวกจากมาตรการจำกัดเที่ยวเรือผ่านคลองปานามาจากปัญหาภัยแล้ง ซึ่งจะส่งผลทางอ้อมให้ระยะเวลาการรอคิวเดินเรือสูงขึ้น และหนุนให้ทิศทางค่าระวางเรือมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น

หุ้นเด่นประจำวัน

  • NVDA80 (NVIDIA) รับผลกระทบเชิงบวกจากรายงานกำไรไตรมาส 2 โตแรง และตัวเลขแนวโน้มรายได้ปีงบประมาณ 2028 เติบโตแกร่งขึ้นเท่าตัว (แนวรับ 34.25 บาท / แนวต้าน 36.50 บาท / จุดตัดขาดทุน 33.50 บาท)

  • E1VFVN3001 (กองทุน ETF เวียดนาม) มีปัจจัยบวกช่วยผลักดันจากการได้รับคัดเลือกเข้าคำนวณในดัชนี FTSE Russell Emerging Market ในวันที่ 21 ก.ย. นี้ ซึ่งจะช่วยดึงดูดกระแสเงินทุนไหลเข้าพอร์ตระยะสั้น (แนวรับ 43.25 บาท / แนวต้าน 45.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 42.00 บาท)

  • GULF ทิศทางราคาน้ำมันดิบดิบโลกที่เป็นขาลงช่วยหนุนปรับลดต้นทุนโรงไฟฟ้าให้ลดลง พร้อมความชัดเจนเชิงโครงสร้างของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) (แนวรับ 63.75 บาท / แนวต้าน 67.50 บาท / จุดตัดขาดทุน 61.50 บาท)

  • DELTA คาดการณ์ผลงานครึ่งหลังปี 2569 เร่งตัวโดดเด่นตามความต้องการด้านระบบ AI และ Data Center ทั่วโลก ผสานอานิสงส์เชิงจิตวิทยาเชิงบวกจากงบที่ดีเยี่ยมของ NVIDIA (แนวรับ 246.00 บาท / แนวต้าน 258.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 240.00 บาท)

  • CENTEL ได้รับประโยชน์โดยตรงในฐานะกลุ่มท่องเที่ยวที่จะเข้าสู่จุดฟื้นตัวชัดเจนและพ้นจุดต่ำสุด โดยคาดผลงานรวมจะเข้าสู่จุดพีคที่สุดในงวดไตรมาส 4 ปี 2569 (แนวรับ 42.25 บาท / แนวต้าน 44.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 41.25 บาท)