บล.เอเซีย พลัส สแกนหุ้นโลกรับฮอร์มุซคืบหน้า จับตา กนง. คงดอกเบี้ย 1% แนะกลยุทธ์รับมืออาถรรพ์เดือนกันยายน

บล.เอเซีย พลัส ประเมินตลาดหุ้นโลกรับอานิสงส์เจรจาฮอร์มุซคืบหน้าฉุดน้ำมันร่วง 3.9% รอจับตาสุนทรพจน์ FED ในงาน Jackson Hole และมติ กนง. บ่ายนี้คาดคงดอกเบี้ย 1% พร้อมเตือนนักลงทุนตั้งรับสถิติเชิงลบอาถรรพ์เดือน 9 แนะกลยุทธ์ Selective Buy หุ้นปัจจัยบวกเฉพาะตัว

บล.เอเซีย พลัส ประเมินภาพรวมตลาดหุ้นโลก สถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางมีสัญญาณผ่อนคลายลงชั่วคราว หลังมีการเจรจาเพื่อจัดตั้งเส้นทางเดินเรือร่วมชั่วคราวในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกดดันให้ราคาน้ำมันดิบลดลงแรง ช่วยลดแรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อ ขณะที่ตลาดการเงินโลกกำลังอยู่ระหว่างรอสุนทรพจน์ครั้งแรกของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่ในงานสัมมนา Jackson Hole สำหรับตลาดหุ้นไทยประเมินว่าการประชุม กนง. บ่ายวันนี้จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% พร้อมเตือนนักลงทุนเตรียมตั้งรับสถิติเชิงลบของตลาดหุ้นทั่วโลกและไทยในช่วงเดือนกันยายนที่มักจะเผชิญแรงเทขายทำกำไร

เจรจาฮอร์มุซคืบหน้าจัดเลนเรือเดินชั่วคราว หนุนราคาน้ำมันดิบร่วงแรง 3.9%

ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงวานนี้ โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลดลง -3.9% แตะระดับ 88.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปัจจัยกดดันหลักมาจากความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มผ่อนคลายลง หลังจากทางการอิหร่านและโอมานได้เร่งเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อร่วมกันจัดตั้ง “เส้นทางเดินเรือร่วมชั่วคราว” (Temporary Joint Shipping Lane) ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อผลักดันให้การขนส่งทางทะเลและการค้าพลังงานโลกกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง ขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกาได้ส่งทูตพิเศษเข้าไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางเพื่อช่วยผลักดันและสนับสนุนการเจรจาดังกล่าว

ปัจจัยเชิงบวกเหล่านี้ช่วยลดความกังวลด้านภาวะอุปทานหยุดชะงัก (Supply Disruption) ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เป็นจิตวิทยาเชิงบวก (Sentiment) ทางตรงต่อหุ้นในกลุ่มสายการบิน โรงไฟฟ้า และกลุ่มท่องเที่ยวที่มีต้นทุนพลังงานเป็นปัจจัยหลัก ขณะที่ฝั่งตลาดเงินและตลาดทุนสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว +0.3% ถึง +0.7% หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อ่อนตัวลงราว -1.4% ถึง -1.5%

โดยนักลงทุนทั่วโลกกำลังเฝ้าติดตามการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรกของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) คนใหม่ในงานสัมมนาวิชาการ Jackson Hole ในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ซึ่งจะส่งสัญญาณถึงทิศทางอัตราเงินเฟ้อ สภาพคล่อง และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยระยะถัดไป ทั้งนี้ สถิติย้อนหลังในช่วงปี 2020-2025 ชี้ว่า ท่าทีของประธาน FED ในงาน Jackson Hole ส่งผลต่อตลาดหุ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในปี 2022 ที่ FED ส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินตึงตัวเข้มงวด (Hawkish) อย่างรุนแรง ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ปรับฐานลดลงถึง -10.3% ในช่วง 1 เดือนให้หลัง

จับตางบยักษ์ใหญ่ NVIDIA คืนนี้ ชี้ช่องสอย BE03 รับดีมานด์ไฟ Data Center พุ่ง

ในด้านความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นรายตัวและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี มีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา 2 เรื่องหลัก ดังนี้

  • งบการเงินไตรมาส 2 ของ NVIDIA (NVDA US) บริษัทมีกำหนดรายงานผลประกอบการในคืนนี้ (หลังตลาดสหรัฐฯ ปิดทำการ) คาดการณ์เฉลี่ยของตลาด (Consensus) ประเมินว่า NVIDIA จะรายงานรายได้รวมที่ระดับ 9.23 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (+97% YoY) และกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ระดับ 2.09 ดอลลาร์สหรัฐ (+99% YoY) ซึ่งหากผลการดำเนินงานและคาดการณ์ไตรมาส 3 (Guidance) ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด จะช่วยหนุนพอร์ตการลงทุนในหุ้นกลุ่ม AI Supply Chain และกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Magnificent 7) ทั่วโลกให้ฟื้นตัวเด่น

  • เมกะเทรนด์ Data Center หนุน BLOOM ENERGY จากการที่บริษัท Big Tech ทั่วโลกเร่งขยายการลงทุนก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขนาดใหญ่ ส่งผลให้เกิดความกังวลอย่างรุนแรงเกี่ยวกับวิกฤตพลังงานไฟฟ้าในสหรัฐฯ เนื่องจากศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาลเทียบเท่ากับเมืองขนาดกลางทั้งเมือง ทางด้าน Bloom Energy (BE US) จึงเข้ามาตอบโจทย์อุตสาหกรรมด้วยนวัตกรรมการสร้างเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าใช้งานได้เองภายในพื้นที่โดยอาศัยเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) หรือก๊าซชีวภาพ (Biogas)

สำหรับปีนี้ Bloom Energy ตั้งเป้าหมายการเติบโตเชิงรุกอย่างมาก โดยคาดรายได้จะเพิ่มขึ้นกว่า 100% YoY และกำไรจากการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นถึง 300% YoY นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับความสนใจจากสาธารณชนหลังปรากฏข้อมูลว่า แนนซี เปโลซี (Nancy Pelosi) อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ ได้เข้าลงทุนซื้อ แนะนำหาจังหวะเก็งกำไรผ่านตราสารแสดงสิทธิ DR: BE03

นอกจากนี้ ตลาดเตรียมรับรายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ เดือน ก.ค. 2569 คาดชะลอตัวลงเหลือ 3.6% YoY (จากเดิม 3.7% YoY) เนื่องจากทิศทางราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับลดลงมาแกว่งตัวในกรอบ 79-82 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจะส่งผลให้ FED ลดท่าทีตึงตัว (Hawk Tone) และอาจดันให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ขณะที่ค่าเงินเยนมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นจากการคุมเข้มนโยบายการเงินและการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) สู่ระดับ 1.00% บีบให้ช่องว่างดอกเบี้ยแคบลงและเหนี่ยวนำกระแสเงินทุนให้ไหลกลับเข้าสู่ฝั่งตลาดเอเชียมากขึ้น

คาด กนง. มีมติเอกฉันท์ 100% คงดอกเบี้ย 1% บ่ายนี้ ประเมินเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือน

สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยในช่วงบ่ายของวันนี้ (26 ส.ค.) ผลการสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์และสถาบันการเงินจำนวน 23 ราย ให้น้ำหนักเป็นเอกฉันท์ 100% ว่า กนง. จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ตามเดิม การตัดสินใจในลักษณะ “รอดูสถานการณ์” (Wait and See) สะท้อนว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องการประเมินการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงสถานการณ์ปัญหาหนี้สินครัวเรือนในประเทศที่ทรงตัวสูง ตลอดจนทิศทางและจังหวะเวลาการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) เป็นสำคัญ ก่อนที่จะพิจารณาขยับหรือปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยนโยบายของไทยในระยะถัดไป

เปิดสถิติรอยต่อหลังงาน Thailand Focus 2026 เตือนรับมือแรงเทขายและอาถรรพ์เดือน 9

ระบุถึงประเด็นสำคัญในประเทศเกี่ยวกับงานสัมมนาใหญ่ Thailand Focus 2026 (จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 ส.ค. 2569) โดยจากการวิเคราะห์เชิงสถิติข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2022-2025 พบรูปแบบความเคลื่อนไหวของดัชนีและกระแสเงินทุน (Flow) ดังนี้

  • ช่วงระหว่างวันจัดงาน ดัชนี SET Index มักเคลื่อนไหวทรงตัวเฉลี่ยที่ระดับ 0.0% โดยมีเม็ดเงินต่างชาติขายสุทธิออกเฉลี่ยเล็กน้อยราว 741 ล้านบาท

  • หลังจบงาน 1 สัปดาห์ ตลาดหุ้นไทยมักปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ค่อนข้างดี ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยบวกถึง +1.5% จากแรงซื้อสุทธิของกองทุนสถาบันในประเทศและแรงซื้อต่างชาติที่หมุนเวียนกลับเข้ามาเป็นบวกสะสม

  • หลังจบงาน 1 เดือน ตลาดมักเผชิญแรงขายทำกำไรสะสมอย่างรุนแรง โดยต่างชาติมักเทขายสุทธิเฉลี่ยสูงถึง 6.7 พันล้านบาท (และหากตัดข้อมูลปี 2024 ที่มีปัจจัยหนุนพิเศษจากเม็ดเงินกองทุนวายุภักษ์ออกไป ตลาดจะเผชิญแรงขายสุทธิจากต่างชาติเฉลี่ยสูงถึง 1.76 หมื่นล้านบาท) ผสมโรงกับแรงขายจากสถาบันในประเทศราว 2.1 พันล้านบาท

นอกจากนี้ เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนกันยายน สถิติย้อนหลัง 10 ปี (2016-2025) ยังคงชี้ให้เห็นถึงความท้าทายเชิงลบที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งมักถูกเรียกว่า “อาถรรพ์เดือน 9” โดยเฉลี่ยแล้วตลาดหุ้นโลก (MSCI ACWI) ให้ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย -1.16% ขณะที่ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ให้ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย -0.68% ส่งผลให้โอกาสปรับตัวขึ้น (Upside) ของดัชนีในภาพใหญ่ค่อนข้างถูกจำกัด

กลยุทธ์การลงทุน เน้น Selective Buy หุ้นปัจจัยบวกเฉพาะตัวสู้ตลาดผันผวน

จากแนวโน้มดัชนีที่ขาดปัจจัยผลักดันระยะสั้นและเตรียมเผชิญฤดูกาลอ่อนตัวในเดือนหน้า ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำให้นักลงทุนเน้นกลยุทธ์ “Selective Buy” ในหุ้นที่มีปัจจัยสนับสนุนโดดเด่นเฉพาะตัวและราคายังอยู่ในโซนปลอดภัย โดยมีรายละเอียดกลุ่มหุ้นแนะนำประจำวัน ได้แก่

  • กลุ่มหุ้นต่างประเทศเด่น

    • E1VFVN3001 ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศที่ได้รับปัจจัยหนุนเฉพาะตัวจากการเตรียมนำเข้าคำนวณในดัชนี FTSE Russell Emerging Market ในวันที่ 21 ก.ย. นี้ ขณะที่สัญญาณทางเทคนิคเริ่มฟื้นตัวสร้างรูปแบบ Double Bottom

    • BE03 (Bloom Energy) รับอานิสงส์ความต้องการใช้เครื่องผลิตไฟฟ้าที่เร่งตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งตามกระแสการขยาย Data Center สหรัฐฯ ป้องกันความกังวลด้านเสถียรภาพระบบไฟฟ้า

  • กลุ่มหุ้นไทยเด่นประจำวัน (Top Picks)

    • DELTA คาดการณ์ผลการดำเนินงานครึ่งปีหลัง (2H2569) ขยายตัวโดดเด่นจากการเพิ่มสัดส่วนรายได้กลุ่ม AI และโครงสร้างพื้นฐาน Data Center และราคาหุ้นปัจจุบันปรับฐานลดลงมาลึกจนระดับ Valuation (P/E) เริ่มมีความน่าสนใจสะสมเชิงเปรียบเทียบ

    • THAI ได้รับประโยชน์โดยตรงจากต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังน้ำมันดิบร่วงลง 3.9% ขณะที่ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี (YTD) ยังคงติดลบและจัดเป็นหุ้นที่มีสภาวะ Laggard สูงสุดในกลุ่มท่องเที่ยว

    • CENTEL หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวที่เตรียมรับอานิสงส์เชิงบวกจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่ผ่อนคลายลงตามทิศทางราคาพลังงานโลก และคาดการณ์ว่าแนวโน้มกำไรจะเร่งตัวขึ้นฟื้นตัวเด่นชัดเจนและทำจุดสูงสุดในช่วงไตรมาส 4/2569

นอกจากนี้ แนะนำกระจายเงินลงทุนบางส่วนเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย (Hedge) เพื่อช่วยป้องภัยพอร์ตจากความผันผวนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ผ่านตราสารแสดงสิทธิ DR: GOLD19 (ตราสารอ้างอิงทองคำ) และ DR: DISNEY19 รวมถึงหุ้นปลอดภัยฝั่งไทยที่มีพื้นฐานมั่นคงและปันผลดีอย่าง BBL, CPF และ BDMS