TAN ท็อปฟอร์ม! ครึ่งปีแรกกำไรพุ่ง 26.9% กวาดรายได้ทะลุ 983 ล้านบาท รุกหนักต่างประเทศ-ออนไลน์-CRM ดันยอดครึ่งปีหลัง

ธนจิรา กรุ๊ป (TAN) ส่งสัญญาณฟื้นตัวแกร่ง โชว์ผลงาน 6 เดือนแรกปี 2569 กำไรสุทธิทะยาน 26.9% แตะ 35.3 ล้านบาท กวาดรายได้รวม 983.8 ล้านบาท เติบโต 9.0% พร้อมเดินหน้าดันกลยุทธ์ Sustainable Growth ชู 3 เสาหลักเร่งเครื่องธุรกิจต่างประเทศ ดันยอดออนไลน์พุ่ง และอัดแคมเปญ CRM มัดใจลูกค้า ลุยรักษาโมเมนตัมการเติบโตต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง

กรุงเทพฯ 14 สิงหาคม 2569 บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TAN ประกาศผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) มีรายได้รวมสุทธิ 983.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) มีกำไรสุทธิ 35.3 ล้านบาท เติบโต 26.9% สะท้อนถึงการกลับมาเติบโตของกำไร ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย ท่ามกลางความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังชะลอตัว

ขณะที่ไตรมาสที่ 2/2569 มีรายได้รวม 476.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.0% จากปีก่อน โดยยอดขายปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังการดำเนินกลยุทธ์เชิงรุก เพื่อรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

สรุปผลประกอบการครึ่งปีแรก 2569 ของ บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TAN
สรุปผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2569 ของ ธนจิรา กรุ๊ป (TAN) ทำรายได้รวม 983.8 ล้านบาท โต 9.0% และกำไรสุทธิ 35.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.9%

นายธนพงษ์ จิราพาณิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ครึ่งปีแรกของปี 2569 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของธุรกิจค้าปลีกระดับพรีเมียม ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจและกำลังซื้อ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ สามารถผลักดันยอดขายและกำไรให้เติบโตได้จากการปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค ผ่านการบริหารฐานลูกค้าสมาชิก TANACHIRA CLUB การพัฒนาแคมเปญการตลาดที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่ม และการยกระดับศักยภาพทีมขาย หลังการดำเนินแผนRecovery Plan ในช่วงไตรมาส 2 บริษัทฯ เริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนโดยยอดขายของหลายกลุ่มธุรกิจปรับตัวดีขึ้น และสร้างแรงส่งต่อเนื่องจนถึงปลายไตรมาส สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และความสามารถในการปรับตัวขององค์กร”

ต่างประเทศโตแกร่ง ตลาดจีนนำทัพดันยอดขายพุ่ง

บริษัทฯ เดินหน้าขยายธุรกิจในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 6เดือนแรก ธุรกิจต่างประเทศสร้างรายได้รวม 137.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.0% จากปีก่อน และมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 14% ของรายได้รวม โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากประเทศจีน เติบโต 74.6% สิงคโปร์ 24.7% และเวียดนาม 2.1%

สำหรับประเทศจีน ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกลุ่มธุรกิจความงามและเวลเนส โดย HARNN Greater China มีการจำหน่ายสินค้าผ่านร้านค้า Cosmetic Chain Store และ Specialty Store มากกว่า 620 จุดขาย โดยมีตัวแทนระดับมณฑลและท้องถิ่นครอบคลุม 16 มณฑล พร้อมด้วย HARNN Concept Store จำนวน 10 สาขา ขณะเดียวกัน ช่องทางออนไลน์ยังเติบโตต่อเนื่องผ่านแพลตฟอร์ม E-Commerce และ Live Commerce ชั้นนำของจีน อาทิ Tmall, Xiaohongshu, Douyin, Kuaishou, JD.com และแพลตฟอร์ม Cross-border ต่าง ๆ

สำหรับประเทศสิงคโปร์ แบรนด์ Marimekkoได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มนักท่องเที่ยวและลูกค้าในพื้นที่ โดยในไตรมาส 2/2569 ได้เปิดสาขาใหม่ ณ Jewel Changi Airport ขณะที่แบรนด์ HARNN มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องเช่นกัน

ส่องรายได้ในประเทศ 4 กลุ่มธุรกิจหลักปรับตัวทิศทางบวก

สำหรับธุรกิจในประเทศ บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการ 831.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงแนวโน้มยอดขายที่ดีขึ้น จากการดำเนินแผนงานเชิงรุก การบริหารจัดการช่องทางการขาย และการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า โดยโครงสร้างรายได้ของบริษัทฯ ยังคงมีความหลากหลายจากกลุ่มธุรกิจ แบ่งเป็น

  • กลุ่มธุรกิจไลฟ์สไตล์ มีสัดส่วน47% ลดลงจาก 50% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งบริษัทฯ มีแผนที่จะลดการพึ่งพิงกลุ่มไลฟ์สไตล์ ถึงแม้ว่าแบรนด์ PANDORAจะมีสัญญาณเชิงบวก หลังการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ

  • กลุ่มธุรกิจแฟชั่น มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น27% จากเดิม 25% โดยหลายแบรนด์มีทิศทางที่ดีขึ้นจากการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าและการเพิ่มศักยภาพทีมขาย เช่น แบรนด์ Marimekko, GANNI, MM6 และ United Arrows

  • กลุ่มธุรกิจความงามและเวลเนส มีสัดส่วนเพิ่มเป็น20% จากเดิม 17% จากการทำการตลาดที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคภายในประเทศมากขึ้น การบริหารช่องทางจำหน่าย และการเติบโตของแบรนด์ HARNN อย่างต่อเนื่องในต่างประเทศ

  • กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม มีสัดส่วน6% ลดลงจาก 7% โดยยังคงเผชิญความท้าทายจากภาวะการแข่งขัน แม้แนวโน้มการดำเนินงานจะทยอยปรับตัวดีขึ้น

ออนไลน์พุ่ง 54.4% ชู TANACHIRA CLUB มัดใจลูกค้า

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโต คือกลุ่มธุรกิจออนไลน์ โดยธุรกิจออนไลน์ในประเทศเติบโตอย่างน่าประทับใจ โดยในช่วง 6 เดือนแรกเพิ่มขึ้น36.8% จาก 4 แบรนด์หลัก และหากรวมรายได้จากธุรกิจออนไลน์ในต่างประเทศ ยอดขายออนไลน์เติบโตโดดเด่นที่ 54.4% ส่งผลให้สัดส่วนธุรกิจออนไลน์ทั้งหมดของบริษัทฯ ต่อรายได้รวมเพิ่มขึ้นเป็น 16% จากเดิม 11% สะท้อนความสามารถในการปรับกลยุทธ์ในการแข่งขันที่ท้าทายมากขึ้น และความพร้อมในการปรับตัวของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง

พร้อมทั้งการบริหารข้อมูลเชิงลึกที่ทำให้ลูกค้าเกิดประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการเข้าถึงแบรนด์ต่างๆ ของบริษัทฯ ในทุกช่องทาง อีกทั้งการพัฒนาระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าผ่าน TANACHIRA CLUB ซึ่งบริษัทฯ ใช้ข้อมูลสมาชิกเพื่อพัฒนาการสื่อสารและข้อเสนอเฉพาะบุคคล รวมถึงส่งเสริมการเชื่อมโยงประสบการณ์ระหว่างแบรนด์ภายในกลุ่ม ช่วยผลักดันให้ยอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีคุณภาพมากขึ้น โดยในไตรมาสที่ 2/2569ยอดขายจากสมาชิกคิดเป็น 42.1% ของยอดขายรวม ขณะเดียวกันจำนวนสมาชิกที่ซื้อสินค้าข้ามแบรนด์เพิ่มขึ้น 96% และยอดขายจากสมาชิกกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น 107% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ตอกย้ำถึงศักยภาพของฐานลูกค้าที่มีคุณภาพ และโอกาสในต่อยอดความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว

กางแผนครึ่งปีหลัง ชูกลยุทธ์ Sustainable Growth ผ่าน 3 เสาหลัก

สำหรับแผนการดำเนินงานในครึ่งปีหลัง2569 บริษัทฯ มุ่งสร้างการเติบโตภายใต้แนวทางกลยุทธ์ “Sustainable Growth” ผ่าน 3 เสาหลักได้แก่

  • 1) Accelerating International Growth เร่งการเติบโตในต่างประเทศ เดินหน้าขยายธุรกิจHARNNโดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ผ่านการเพิ่มจุดจำหน่ายในมณฑลหลัก การขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์ผ่าน Live Commerce และ KOL

  • 2) Data-Driven Customer Growth ต่อยอดศักยภาพของTANACHIRA CLUB ผ่านการใช้ข้อมูลลูกค้าวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อ เพื่อพัฒนาการสื่อสารและข้อเสนอเฉพาะบุคคล เพิ่มอัตราการซื้อซ้ำ และสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อ เชื่อมโยงการซื้อสินค้าระหว่างช่องทางออนไลน์และหน้าร้าน พร้อมผลักดันการซื้อข้ามแบรนด์ ภายในกลุ่มบริษัท

  • 3) Brand Engagement Growth เดินหน้าสร้างการรับรู้และกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคผ่านแบรนด์แอมบาสเดอร์ของแต่ละแบรนด์ ได้แก่ PANDORAร่วมกับ เก่ง น้ำปิง ได้จัดแคมเปญที่ได้รับการตอบรับที่ดีในช่วงครึ่งปีแรก, Marimekko ร่วมกับ เต้ย จรินทร์พร และ Cath Kidston กับคอลเลกชัน Hello Kitty เพื่อสร้างความน่าสนใจจากกลุ่มลูกค้าใหม่ และสร้างการเติบโตของยอดขายในช่วงครึ่งปีหลัง

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจบนหลักการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการเงิน การบริหารต้นทุนและทรัพยากรอย่างเหมาะสม พร้อมขับเคลื่อนองค์กรตามแนวทาง ESG ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อสร้างคุณค่าร่วมให้กับลูกค้า พันธมิตร ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน