กัลฟ์ (GULF) โชว์ผลงานไตรมาส 2/2569 สุดหรู กวาดรายได้รวม 50,294 ล้านบาท ดันกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 12,332 ล้านบาท เติบโต 74% รับปัจจัยหนุนจากธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ พลังงานหมุนเวียน และส่วนแบ่งกำไรจาก AIS ที่พุ่งกระฉูด พร้อมลุยขยายพอร์ตพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเต็มสูบ
ธุรกิจพลังงานก๊าซธรรมชาติและหมุนเวียน โตแกร่งรับดีมานด์พุ่ง
ผลการดำเนินงานที่ก้าวกระโดด มีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจพลังงาน ทั้งกลุ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
กลุ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ (IPP & SPP): โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ศรีราชา (GSRC) และกัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) มีกำไรเพิ่มขึ้นจากการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ตามความต้องการใช้ไฟของประเทศ โดย GSRC มี Load Factor เฉลี่ยพุ่งแตะ 81% (จาก 70%) และ GPD เพิ่มขึ้นเป็น 77% (จาก 75%) นอกจากนี้ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากกลุ่ม GJP จำนวน 550 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 10%)
โรงไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา: รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการ Jackson Generation จำนวน 269 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 101% จากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในตลาด PJM (จากเฉลี่ย 108 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 289 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน)
ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน: รับรู้กำไรจากโครงการ Solar Farms และ Solar BESS ในประเทศรวม 402 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 153%) จากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นเป็น 12 โครงการ (กำลังผลิต 1,129 เมกะวัตต์) รวมทั้งส่วนแบ่งกำไรจากพลังงานลมภายใต้กลุ่ม Gulf Gunkul ที่เพิ่มขึ้น 25% จากกระแสลมที่ดีขึ้น และโรงไฟฟ้าพลังงานลม MKW ในเวียดนามที่มีผลขาดทุนลดลงหลังได้ข้อสรุปอัตราค่าไฟใหม่

โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในสหรัฐอเมริกา ปัจจัยหนุนสำคัญจากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ธุรกิจทรัพยากร และส่วนแบ่งกำไร AIS หนุนฐานกำไร
ในส่วนของธุรกิจทรัพยากร บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการ PTT NGD จำนวน 343 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 65%) ตามราคาขายที่อ้างอิงราคาน้ำมันเตาซึ่งปรับตัวสูงขึ้น และธุรกิจนำเข้า LNG รับรู้กำไร 450 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 157%) จากกลยุทธ์ LNG Optimization
นอกจากนี้ GULF ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก AIS จำนวน 4,549 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จากผลประกอบการที่ดีขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของ ARPU การลดลงของต้นทุนโครงข่าย และการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ยังรับรู้เงินปันผลจาก KBANK จำนวน 2,842 ล้านบาท และกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุน 51% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากลายให้แก่ J-Power อีก 1,928 ล้านบาท

ฐานะการเงินแกร่ง ลุยต่อยอด New S-Curve ครึ่งปีหลัง
ในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 18,997 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 41%) ส่วนกำไรสุทธิ (Net Profit) เท่ากับ 12,446 ล้านบาท (ลดลงจากปีก่อนที่มีการบันทึกกำไรพิเศษจากการควบรวม INTUCH)
นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งสะท้อนศักยภาพธุรกิจหลักที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ ประมาณการการเติบโตของรายได้รวมและ EBITDA ปี 2569 อยู่ที่ 12-15% สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะมีโครงการโรงไฟฟ้าเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมรวมประมาณ 700 เมกะวัตต์ ทั้งโซลาร์ฟาร์ม โครงการขยะชุมชน และ Solar Rooftop”
สำหรับการเติบโตในระยะยาว GULF ยังคงมุ่งเน้นขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ทั้งในประเทศ (โซลาร์, ลม, Direct PPA) โครงการพลังน้ำใน สปป.ลาว และการขยายตลาดไปยังยุโรปและสหราชอาณาจักร

รวมถึงให้ความสำคัญกับ ธุรกิจดิจิทัล (Digital Transformation) ซึ่งเป็น New S-Curve โดยปัจจุบันได้เปิดบริการศูนย์ข้อมูล GSA01 ขนาด 25 เมกะวัตต์แล้ว ขณะที่ GSA02 (38 เมกะวัตต์) และ GEDC01 (100 เมกะวัตต์) อยู่ระหว่างก่อสร้างและมีกำหนดเปิดในปี 2570 เพื่อรองรับความต้องการด้าน Cloud และ AI ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง



