เอเซีย พลัส เตือนเอเชียดีดตัวระยะสั้นระวัง “กับดักหุ้นเทคฯ” จับตา ธปท. ใช้เครื่องมือ Dual-Tool พยุงเศรษฐกิจ ชู 3 หุ้นเด่น CPALL-DELTA-MAJOR

บล. เอเซีย พลัส ประเมินตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวกระยะสั้นอาจเป็นเพียง “กับดัก” หลังพบสถิติปลายเดือนกรกฎาคมมักโดนเทขายท้ายตลาด เผยปัจจัยกดดันกลุ่มเทคโนโลยีโลกและกระแสเงินเยนแข็งค่าเร่ง Yen Carry Trade ด้านนโยบายการเงินไทยจับตา ธปท. ปรับทิศทางสู่ “Dual-Tool Approach” ดอกเบี้ยนโยบายต่ำ 1.0% แนะกลยุทธ์ตั้งรับชูหุ้นเด่นรับครึ่งปีหลัง

เอเชียเปิดบวกระยะสั้น แต่อาจเป็นเพียง “กับดัก” ของนักลงทุน

ดัชนีตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเปิดตัวในทิศทางที่เป็นบวกอย่างสดใส นำโดยเกาหลีใต้ (+15.3%) และญี่ปุ่น (+5.10%) รวมถึงดัชนี NASDAQ Futures อย่างไรก็ตาม บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่าภาวะดังกล่าวอาจไม่ใช่สัญญาณการฟื้นตัวที่แท้จริง

สถิติในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมชี้ให้เห็นว่า ดัชนีมักจะเด้งขึ้นระหว่างวันแต่กลับโดนเทขายจนปิดลบในช่วงท้ายตลาด ซึ่งเกิดขึ้นสูงถึง 6 ใน 8 วัน สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากสภาวะการซื้อเมื่อราคาปรับฐาน (Buy the Dip) ไปสู่สภาวะการกระจายหุ้นออกเพื่อทำกำไร (Distribution Phase)

ทางด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ พบว่า GDP ไตรมาส 2 เติบโตเพียง 1.5% ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 2.0% ขณะที่ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีความเข้มงวดมากขึ้น (Hawkish) โดยตลาดคาดการณ์ผ่าน Fed Watch Tool ว่าอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 5.20%

ปัจจัยกดดันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลก และภาวะเก็งกำไรค่าเงินเยน

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีโอกาสดีดตัวขึ้นแรงในระยะสั้น แต่อัปไซด์ในระยะกลางยังคงถูกจำกัดจากการปรับลดราคาเป้าหมาย โดย Bloomberg Consensus เริ่มมีการปรับลดราคาเป้าหมายของหุ้นยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้อย่าง SK Hynix ลง -1.8% และ Samsung ลง -2.9% ในช่วงสัปดาห์นี้ สอดคล้องกับหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และปิโตรเคมีในไทยอย่าง DELTA และ IVL ที่ถูกปรับลดประมาณการลงเช่นกัน

เพื่อลดความผันผวนของตลาด รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ออกมาตรการลดการใช้ Leverage โดยเพิ่มเกณฑ์เงินวางหลักประกันขั้นต่ำสำหรับการลงทุนในกองทุน Single-stock Leveraged ETF/ETN จากเดิม 10 ล้านวอน เป็น 30 ล้านวอน และกำหนดให้ต้องวางเป็นเงินสดเท่านั้น พร้อมระงับการจดทะเบียนกองทุน ETF ใหม่ที่อ้างอิงหุ้น Samsung และ SK Hynix ชั่วคราว

ขณะเดียวกัน ค่าเงินเยนพุ่งแข็งค่าขึ้นกว่า 3% หลุดระดับ 160 เยน/เหรียญฯ แข็งค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2023 จุดกระแสคาดการณ์ว่าทางการญี่ปุ่นอาจแทรกแซงค่าเงินอีกครั้งก่อนการประชุม BOJ ซึ่งหากโทนการประชุมออกมาเป็นสายเหยี่ยว (Hawkish) อาจส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นแคบลง ซึ่งจะเร่งปรากฏการณ์ Unwind Yen Carry Trade และกดดันให้เม็ดเงินโยนกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยในระยะถัดไป

ธปท. ปรับทิศทางนโยบายแบบ “Dual-Tool Approach”

สำหรับนโยบายการเงินของไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ส่งสัญญาณปรับเปลี่ยนบทบาทนโยบายการเงิน จากเดิมที่เน้นการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคเพียงมิติเดียว ไปสู่การใช้ 2 เครื่องมือควบคู่กัน (Dual-Tool Approach) คือ การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยเพื่อดูแลเสถียรภาพของระบบการเงิน ควบคู่กับการนำมาตรการเฉพาะจุดมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ระดับ 1.0% ซึ่งถือเป็นระดับที่ผ่อนคลายอย่างมาก (ต่ำที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสวิตเซอร์แลนด์) เพื่อช่วยพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม หากเงินเฟ้อยืนสูงในระยะปานกลางจนลากยาวถึงไตรมาส 2 ปี 2570 หรือค่าเงินบาทอ่อนค่าจนเกินการควบคุม อาจเห็น ธปท. พิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้

ในส่วนของมาตรการพยุงเศรษฐกิจไทยเฉพาะจุดที่ ธปท. นำมาใช้นั้น คาดว่าจะส่งผลดีต่อกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ดังนี้:

  1. มาตรการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้”: ช่วยแก้ไขปัญหา NPL รายย่อย คาดส่งผลดีต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่จะตั้งสำรองลดลง เช่น BBL, KBANK, KTB, SCB, TTB และส่งผลบวกทางอ้อมต่อกลุ่มบริหารสินทรัพย์ เช่น BAM, CHAYO, JMT

  2. มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “SME Credit Boost”: ช่วยลด Credit Cost และเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุน คาดส่งผลดีต่อกลุ่มธนาคารที่มีสัดส่วนลูกค้า SME สูง (KBANK, KTB, BBL, TTB), กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (AMATA, WHA), กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (SCC, SCCC) และกลุ่มค้าปลีก (CPALL, CRC)

  3. มาตรการเพิ่มสภาพคล่อง “SMEs Secure+”: สนับสนุนเงินกู้มีหลักประกัน คาดเป็นบวกต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (KBANK, KTB, BBL, TTB), กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (AMATA, WHA) และกลุ่มค้าปลีก (CPALL, CRC)

นอกจากนี้ ภายในช่วงระยะเวลา 2 เดือน ธปท. ยังมีแผนการปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มการควบคุมดูแลกลุ่มธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-Bank) มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อรายย่อย (Nano Finance) ที่คิดอัตราดอกเบี้ยสูงเกินกว่า 33%

แนะกลยุทธ์ตั้งรับหลังหยุดยาว ชู 3 หุ้นเด่น (Prime Picks)

ฝ่ายวิจัยระบุว่าตลาดหุ้นไทยอยู่ในจุดที่เตรียมรับแรงกระแทกหลังจากหยุดทำการไป 2 วัน บล. เอเซีย พลัส จึงแนะนำกลยุทธ์ให้เน้นหุ้นเด่นที่มีเรื่องราวเฉพาะตัวและมีความปลอดภัย ได้แก่:

  • CPALL: เป็นหุ้นกลุ่ม Laggard อิงกับการบริโภคในประเทศ คาดว่าผลประกอบการจะทยอยฟื้นตัวและได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

  • DELTA (เก็งกำไร): แม้ว่าจะถูกปรับลดประมาณการกำไรลง แต่คาดว่าผลการดำเนินงานได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2 และพร้อมจะกลับมาฟื้นตัวเด่นในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วง High Season ของธุรกิจ

  • MAJOR (เก็งกำไร): ภาพรวมผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังมีความน่าสนใจสูงจากการฉายภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นสิ่งกระตุ้นหลักดึงดูดให้ผู้คนกลับเข้ามาชมภาพยนตร์ในโรงมากขึ้น

โอกาสเก็งกำไรหุ้นต่างประเทศ (Global Gem) ผ่านตราสาร DR

  • AMZN80 (อ้างอิง AMAZON): รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปีบัญชี 2026 สูงกว่าที่ตลาดคาด รายได้รวมอยู่ที่ 2.0 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (+20% YoY) และ EPS เติบโตถึง 242% YoY แตะระดับ 5.75 ดอลลาร์สหรัฐ ธุรกิจหลักขยายตัวได้ดีโดยเฉพาะ AWS Cloud ที่รายได้เร่งตัวขึ้นมาแตะระดับ 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (+37% YoY) อีกทั้งบริษัทยังปรับเพิ่มเงินลงทุน CAPEX ของปีนี้ขึ้นเป็น 2.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • SONY80 (อ้างอิง SONY): ได้รับอานิสงส์สำคัญจากแผนการเข้าฉายของภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์ “Spider-Man: Brand New Day” ในสัปดาห์นี้ ซึ่งมีกระแสวิจารณ์เชิงบวกสูง คาดว่าจะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนและเป็นแรงผลักดันหลักต่อการขยายตัวของกำไรในปีนี้ของ SONY เหมือนเช่นในอดีต