บมจ.ชูวิทย์ฟาร์ม (2019) หรือ CFARM กางแผนครึ่งปีหลัง 2569 ลุยเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงต่อโรงเรือน อัดเทคโนโลยี Smart Farm และ Data Analytics คุมต้นทุน พร้อมเดินหน้าก่อสร้างฟาร์มไก่ไข่ 200,000 ตัวเต็มกำลัง หวังปูรากฐานขยายฐานรายได้และเสริมแกร่งธุรกิจระยะยาว

นายชูรัตน์ จึงธนสมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชูวิทย์ฟาร์ม (2019) จำกัด (มหาชน) หรือ CFARM เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 บริษัทมุ่งเดินหน้าต่อยอดการเติบโตของธุรกิจทั้งในส่วนของฟาร์มไก่เนื้อและโครงการฟาร์มไก่ไข่ เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง การบริหารต้นทุน และการลงทุนอย่างรอบคอบ แม้ภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังมีความผันผวน บริษัทเชื่อว่าด้วยประสบการณ์ในการบริหารจัดการฟาร์ม ระบบเกษตรพันธสัญญา และมาตรการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยสนับสนุนให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้
ปรับแผนฟาร์มไก่ไข่ 2 แสนตัว คุมเข้มต้นทุนก่อสร้าง
ด้านโครงการฟาร์มไก่ไข่ขนาด 200,000 ตัว ภายใต้รูปแบบ Contract Farming ปัจจุบันความคืบหน้าโดยรวมยังอยู่ในระดับเดิม เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้
สภาพอากาศที่มีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้การเตรียมพื้นที่และงานก่อสร้างดำเนินการได้ช้ากว่าแผน
ต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น
ทำให้บริษัทปรับรูปแบบการก่อสร้างบางส่วนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนและควบคุมต้นทุน โดยไม่กระทบต่อมาตรฐานและคุณภาพของโครงการ ทั้งนี้ บริษัทเตรียมเริ่มงานก่อสร้างอย่างเต็มรูปแบบในช่วงปลายเดือนนี้ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้
ธุรกิจฟาร์มไก่เนื้อโตแกร่ง ยึดมั่นระบบ Biosecurity
ขณะเดียวกัน ธุรกิจฟาร์มไก่เนื้อยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากประสิทธิภาพการเลี้ยงที่ดีขึ้น ทั้งอัตราการเลี้ยงรอดและคุณภาพไก่ที่อยู่ในระดับน่าพอใจ ประกอบกับการบริหารความเสี่ยงด้านโรคระบาดผ่านระบบ Biosecurity ที่เข้มงวด ส่งผลให้ได้รับความเชื่อมั่นจากคู่สัญญาและมีโอกาสเพิ่มจำนวนรอบการเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงมั่นใจว่า เมื่อโครงการฟาร์มไก่ไข่แล้วเสร็จ จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมฐานรายได้ สร้างการเติบโต และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของ CFARM ได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาว
วิสัยทัศน์ผู้บริหาร เน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ
นายชูรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “บริษัทมุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพต่อโรงเรือน (Productivity per House) เพื่อยกระดับผลตอบแทนจากการลงทุน มากกว่าการขยายกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว ควบคู่กับการต่อยอดจุดแข็งของระบบเกษตรพันธสัญญาแบบประกันราคา ซึ่งช่วยสร้างเสถียรภาพของรายได้และลดความผันผวนจากปัจจัยภายนอก นอกจากนี้ บริษัทจะเดินหน้าลงทุนในโรงเรือนระบบปิด (EVAP System) และนำเทคโนโลยี Smart Farm รวมถึง Data Analytics มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการฟาร์ม เพื่อควบคุมต้นทุน ยกระดับคุณภาพการผลิต และเสริมศักยภาพการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว”


