GCAP GOLD ประเมินราคาทองคำยังเผชิญแรงกดดันจากนโยบายการเงินที่เข้มงวดของเฟด หนุนแนวคิด Higher for Longer พร้อมแนะติดตามความคืบหน้าการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน และตัวเลข PCE ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาทองคำในระยะสั้น
GCAP GOLD มองทองคำยังถูกกดดันจาก Higher for Longer
กรุงเทพฯ บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) ประเมินราคาทองคำยังเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด ส่งผลให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับแนวคิด Higher for Longer พร้อมแนะนักลงทุนติดตามความคืบหน้าการเจรจาข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างใกล้ชิด รวมถึงรอลุ้นตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางราคาทองคำในระยะสั้น
นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ราคาทองคำยังได้รับแรงกดดันโดยตรงจากท่าทีของ Fed ที่ยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด แม้ว่าการประชุมครั้งล่าสุดจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามที่ตลาดคาดการณ์
อย่างไรก็ตาม Dot Plot ยังคงสะท้อนโอกาสที่ Fed อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งภายในปีนี้ ขณะที่ Kevin Warsh ประธาน Fed ยังคงให้น้ำหนักต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับแนวคิด ดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานาน (Higher for Longer) ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ให้อยู่ในระดับสูง และยังเป็นตัวแปรสำคัญที่กดดันราคาทองคำ

จับตาดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ตลาดติดตาม คือ ความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เกี่ยวกับข้อตกลงสันติภาพถาวร โครงการนิวเคลียร์ และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
แม้แนวโน้มการเจรจาจะเป็นสัญญาณบวกต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลก แต่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการเจรจา ทำให้นักลงทุนยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อราคาพลังงานและแนวโน้มเงินเฟ้อในอนาคต
จับตา GDP และ PCE ของสหรัฐฯ ชี้ทิศทางทองคำ
สำหรับการเปิดเผยตัวเลข GDP ไตรมาส 1 ของสหรัฐฯ และ ดัชนี PCE Price Index ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญในการกำหนดนโยบายการเงินนั้น
- หากตัวเลขเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ออกมาสูงกว่าคาด อาจกระตุ้นให้ตลาดกลับมากังวลว่า Fed จะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำเพิ่มเติม
- หากเงินเฟ้อ ส่งสัญญาณชะลอตัว ก็อาจช่วยลดแรงกดดันและสนับสนุนให้เกิดแรงซื้อกลับในตลาดทองคำได้บางส่วน
มุมมองการลงทุน จับตาแนวรับสำคัญ
ฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่า ภาพรวมราคาทองคำยังอยู่ในแนวโน้มขาลง เนื่องจากยังไม่สามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 4,330 ดอลลาร์ (ราคาทองคำไทยประมาณ 67,500 บาท) ได้
อย่างไรก็ตาม หากราคายังสามารถยืนเหนือแนวรับสำคัญบริเวณ 4,090 ดอลลาร์ (ราคาทองคำไทยประมาณ 63,700 บาท) ได้ มองว่ามีโอกาสรีบาวด์ขึ้นไปทดสอบแนวต้านระยะสั้นที่
- 4,260 ดอลลาร์ (ราคาทองคำไทยประมาณ 66,300 บาท)
- 4,330 ดอลลาร์ (ราคาทองคำไทยประมาณ 67,500 บาท)
ตามลำดับ
“ทั้งนี้ หากราคาหลุดระดับ 4,090 ดอลลาร์ ให้ระวังแรงขายที่อาจกดดันราคาลงสู่แนวรับสำคัญบริเวณ 4,038 และ 4,000 ดอลลาร์ (ราคาทองคำไทยประมาณ 63,000 บาท) จึงแนะนำให้นักลงทุนระยะสั้นรอจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลงใกล้แนวรับสำคัญ ขณะที่ผู้ที่มีสถานะซื้ออยู่แล้วควรทยอยแบ่งขายทำกำไรเมื่อราคาปรับตัวเข้าใกล้โซน 4,260–4,330 ดอลลาร์ เพื่อลดความเสี่ยงจากแรงขายทางเทคนิคที่ยังคงหนาแน่น”


