ASPS ชี้หุ้นโลกผงาดรับดีล “สหรัฐฯ-อิหร่าน” S&P ตรึงเรตติ้งไทย BBB+ สั่งลุยเก็บ PTTEP-ITC-CPF

บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางตลาดหุ้นโลกฟื้นตัว ตอบรับข่าวดีข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวสหรัฐฯ-อิหร่าน ด้านในประเทศ S&P ประกาศคงเรตติ้งไทยระดับ BBB+ หนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ พร้อมแนะจับตาเม็ดเงินจาก FTSE Rebalance ชูกลยุทธ์ดักเก็บหุ้น Laggard นำทีมโดย PTTEP, ITC และ CPF

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมการลงทุนว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวดีดขึ้นราว 0.1% – 1.9% ตอบรับข่าวดีหลังจากที่สหรัฐฯ และอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพ (ชั่วคราว) ได้สำเร็จ โดยสหรัฐฯ ประกาศยุติการปิดกั้นและเปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง พร้อมเข้าสู่กระบวนการเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นเวลา 60 วัน ซึ่งปัจจัยนี้ช่วยสร้างความหวังในการลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันโลกในระยะสั้นยังมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและยูเครนที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังจากยูเครนส่งฝูงโดรนเกือบ 1,000 ลำเข้าโจมตีเป้าหมายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโรงกลั่นน้ำมันในกรุงมอสโกและหลายภูมิภาคของรัสเซีย

ขณะเดียวกัน ปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นก่อนหน้านี้ ทำให้ธนาคารกลางหลักๆ เริ่มใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด (Hawkish) เช่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1.00% (สูงสุดในรอบ 31 ปี), ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ปรับขึ้นเป็น 2.25% ส่วนธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ได้ปรับคาดการณ์ดอกเบี้ยปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 3.8%

S&P คงเรตติ้งไทย BBB+ หนุนความเชื่อมั่น – จับตา FTSE Rebalance วันนี้

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ระดับ BBB+ พร้อมมุมมองมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) สอดคล้องกับ Moody’s ที่ระดับ Baa1 โดย S&P ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวได้ 2.0% หนุนจากความแข็งแกร่งของภาคต่างประเทศ (ดุลบัญชีเดินสะพัดและทุนสำรองฯ) และความต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาล แม้จะมีความท้าทายเรื่องการขาดดุลการคลังที่ระดับ 3.2% ก็ตาม การคงเรตติ้งนี้จะช่วยรักษาต้นทุนทางการเงินและดึงดูดกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ได้เป็นอย่างดี

ในส่วนของความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยวันนี้ คาดว่ามูลค่าการซื้อขายในช่วงแรกอาจเบาบาง เนื่องจากตลาดหุ้นขนาดใหญ่ ทั้งสหรัฐฯ, จีน และฮ่องกง ปิดทำการ แต่ในช่วงท้ายก่อนปิดตลาด คาดว่าจะมีเม็ดเงินหนาแน่นจากการปรับน้ำหนักดัชนี FTSE Rebalance โดยรอบนี้ไม่มีหุ้นเข้า-ออกดัชนีใหม่ แต่จะมีการ เพิ่มน้ำหนัก ในหุ้น GULF, AOT, MTC และ EA และ ลดน้ำหนัก ในหุ้น ADVANC, CPALL, TRUE, KTB, PTTEP, CPN และ DELTA

กลยุทธ์การลงทุน ดักเก็บหุ้น Laggard ชู PTTEP-ITC-CPF

บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่ตลาดเงียบเหงาและกระแสเงินทุนจำกัด โดยคาดว่าเม็ดเงินจะสลับกลับมาเก็งกำไรในหุ้นกลุ่ม Laggard ที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว ได้แก่

  • PTTEP รับอานิสงส์ความตึงเครียดจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนรอบใหม่

  • ITC ได้รับประโยชน์จากแรงกดดันด้านกำแพงภาษี (Tariff) ที่ลดลง

  • CPF ได้รับปัจจัยบวกจากราคาเนื้อหมูที่ปรับตัวดีขึ้น

นอกจากนี้ ยังแนะนำหุ้นที่อิงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ ได้แก่

  • กลุ่มธนาคาร (KBANK, BBL, KTB, TTB)

  • กลุ่มก่อสร้าง-พลังงาน (CK, STECON, GPSC, GULF, CKP, WHAUP)

  • กลุ่มค้าปลีก-อุปโภคบริโภค (CPALL, BJC, OSP, ICHI, SAPPE)

(ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม แนะนำจับตาดีลช็อกโลกของ INTEL (INTC US) ที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้น +10% หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่าน Truth Social ว่า INTEL ได้บรรลุข้อตกลงกับ APPLE, NVIDIA และ Elon Musk ในการออกแบบและผลิตชิปภายในสหรัฐฯ ซึ่งจะดันให้ INTEL กลับมาเป็นผู้นำตลาด รวมถึงแนะนำเก็งกำไรในเทรนด์จอคอมพิวเตอร์ OLED Monitor ที่กำลังมาแรงจากการเติบโตของ E-Sport และ AI PC โดยมีหุ้นเด่นที่ได้ประโยชน์คือ ASUS (2357 TT) และ MSI (2377 TT) สำหรับหุ้น Global Gem ประจำวันแนะนำ DR INTEL03 และ AAPL80)