ASPS สแกนโผ SET50 ครึ่งปีหลัง! ชี้เป้า 3 หุ้นเด่นหลบภัย FED ส่งสัญญาณฮอว์กิชหนัก

บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางตลาดหุ้นโลกผันผวนหนัก หลังประธาน FED คนใหม่ส่งสัญญาณคุมเข้มเงินเฟ้อ กลบข่าวดีสหรัฐฯ ยุติสงครามอิหร่าน พร้อมเปิดโผหุ้นเข้า-ออก SET50 และ SET100 ครึ่งปีหลัง เตือนระวังแรงขายทำกำไร DELTA ชูกลยุทธ์เก็บ BBL, BLA และ BDMS รับอานิสงส์ดอกเบี้ยสูง

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมตลาดการลงทุนว่า ตลาดหุ้นโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากทิศทางนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น (Hawkish) แม้ว่าสถานการณ์สงครามจะคลี่คลายลงก็ตาม โดยล่าสุดประธานาธิบดี โดนัลด์ “ทรัมป์” ได้ลงนามข้อตกลงชั่วคราวแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อยุติสงครามกับอิหร่านและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกร่วงลงมาเคลื่อนไหวอยู่ในระดับต่ำกว่า 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับปรับตัวลดลงราว -1.0% ถึง -1.3% เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ที่มีมติเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% ตามคาด โดยสิ่งที่สร้างความกังวลให้กับตลาดคือ ท่าทีที่เข้มงวดกว่าเดิม (Warsh Era) ของนาย Kevin Warsh ประธาน FED คนใหม่ ที่ยืนยันเป้าหมายการนำเงินเฟ้อกลับสู่ระดับ 2% และประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง

จับตาสัญญาณ FED ดัน Bond Yield พุ่ง

การส่งสัญญาณดังกล่าวทำให้ตลาดเริ่มรับรู้ (Price-in) ถึงโอกาสการขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) สหรัฐฯ อายุ 2 ปี พุ่งขึ้นแรงถึง 3.3% และดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าทะลุระดับ 100 อีกครั้ง นอกจากนี้ FED ยังได้ปรับคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2026 โดยหั่นคาดการณ์ GDP ลงเหลือ 2.2% (จาก 2.4%) และปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ PCE ขึ้นเป็น 3.6% (จาก 2.7%) พร้อมขยับเป้าหมายดอกเบี้ย Dot Plot ปี 2026 ขึ้นเป็น 3.8% (จากเดิม 3.4%)

เปิดโผหุ้นเข้า-ออก SET50 และ SET100 ครึ่งปีหลัง

สำหรับความเคลื่อนไหวในประเทศ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สรุปรายชื่อหุ้นที่เข้าและออกจากการคำนวณดัชนี SET50 และ SET100 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ก.ค. ถึง 31 ธ.ค. 2026 มีรายละเอียดดังนี้

  • หุ้นเข้า SET50 ได้แก่ BCP, MRDIYT, TFG, THAI

  • หุ้นออก SET50 ได้แก่ BTS, CBG, CENTEL, SAWAD

  • หุ้นเข้า SET100 ได้แก่ MRDIYT, THAI, THCOM, WHAUP

  • หุ้นออก SET100 ได้แก่ JAS, JMART, SISB, SJWD

ฝ่ายวิจัยประเมินว่า MRDIYT และ THAI เป็นหุ้นไฮไลต์เด่นรอบนี้ เนื่องจากติดโผเข้าคำนวณทั้ง 2 ดัชนี ซึ่งจะเป็นเป้าหมายสำคัญที่กองทุนประเภท Passive Fund ต้องเข้ามาซื้อเพื่อปรับพอร์ต ส่วนหุ้นที่ถูกคัดออก แนะนำให้ระมัดระวังแรงเทขายในช่วง 2 สัปดาห์นี้ แต่หากปรับฐานลงมาลึก หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและมี Story การเติบโตอย่าง BTS, CENTEL และ CBG ยังเป็นที่น่าสนใจในการทยอยสะสมหลังวันที่มีผลบังคับใช้

เตือนระวังแรงขาย DELTA ช่วงทำ Window Dressing

บล.เอเซีย พลัส เตือนว่าตลาดหุ้นไทยกำลังอยู่ในช่วงที่กองทุนทั้งในและต่างประเทศเตรียมปรับพอร์ตตามดัชนีต่างๆ ก่อนสิ้นไตรมาส โดยเฉพาะหุ้น DELTA ที่ปรับตัวขึ้นมาแรงถึง 34% ตั้งแต่ต้นไตรมาส (QTD) ทำให้น้ำหนักของ DELTA ในดัชนี SET50 เพิ่มขึ้นจาก 10.00% เป็น 12.63%

สถิติในอดีตชี้ให้เห็นว่า การที่หุ้นมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ (Capped Weight) มักจะทำให้เกิดแรงขายทำกำไรหรือ Window Dressing ในช่วงราว 1 สัปดาห์ก่อนสิ้นไตรมาส เช่นในช่วงก่อนสิ้นไตรมาส 4Q68 (ลดลง 9 บาท), 1Q69 (ลดลง 32 บาท) และ 2Q69 (ลดลง 25 บาท) นักลงทุนจึงควรระมัดระวังความผันผวนของราคา DELTA ในช่วงนี้

กลยุทธ์การลงทุน ชู BBL, BLA และ BDMS

ภายใต้สภาวะที่ดอลลาร์แข็งค่าและ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น บล.เอเซีย พลัส แนะนำหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวัน ประกอบด้วย

  • BBL ได้รับอานิสงส์จากทิศทางดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งช่วยหนุนการฟื้นตัวของส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และพอร์ตสินเชื่อต่างประเทศ

  • BLA ได้รับ Sentiment เชิงบวกโดยตรงจากการปรับตัวขึ้นของ Bond Yield

  • BDMS ได้รับปัจจัยบวกจากสถานการณ์สงครามที่ผ่อนคลายลง และราคาหุ้นยังคง Laggard

ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม แนะนำลงทุนใน DR ได้แก่

  • HOOD06 อ้างอิงหุ้น ROBINHOOD ที่ปรับตัวขึ้น +8% หลังประกาศปรับโครงสร้างองค์กรและลดพนักงานลง 10% ซึ่งจะช่วยหนุนอัตรากำไร (Margin) ประกอบกับปริมาณการซื้อขายในเดือน มิ.ย. ที่มีแนวโน้มเติบโตทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง

  • HIMS03 มีแผนขยายธุรกิจในต่างประเทศผ่านกลยุทธ์ M&A อย่างต่อเนื่อง

  • INTEL มีความคืบหน้าที่เริ่มเข้าสู่ช่วงทดลองผลิตชิปสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่สุดล้ำ “18A-P” ซึ่งอาจทำให้ขยับเข้าใกล้การคว้าดีลใหญ่เป็นผู้ผลิตชิปให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง APPLE ได้ในอนาคต