ทิ้งหุ้นเทคฯ ลุยซบหุ้น Value! ดันดาวโจนส์ทะยานทำนิวไฮ จับตาเงินเฟ้อไทยพุ่ง ลุ้นแจก 4 พัน “คนละครึ่ง พลัส เฟส 2” ชู ADVANC-BLA-BDMS

บล.เอเซีย พลัส เผยเม็ดเงินโลกโยกหนีหุ้นเติบโตสูง ลุยเก็บหุ้น Value และ Defensive ดันดาวโจนส์พุ่งทำ All Time High พร้อมจับตาทิศทางเงินเฟ้อไทย ลุ้นยอดสแกนจ่าย “คนละครึ่ง พลัส เฟส 2” อัดฉีด 4,000 บาท หนุน GDP ชู ADVANC-BLA-BDMS เป็นหุ้นเด่นน่าลงทุน

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนโลกว่า ขณะนี้เม็ดเงินกำลังถูกโยกออกจากกลุ่มหุ้นเติบโตสูง (High Growth) อย่างหุ้นเทคโนโลยี, ชิป (Semiconductor), AI รวมถึงคริปโทเคอร์เรนซี ที่ปรับตัวลดลงเฉลี่ยวันละ 2-5% ส่งผลให้ช่วงเช้าวันนี้ตลาดหุ้นเอเชียเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก นำโดยเกาหลีใต้ร่วงลง 6.8%, ญี่ปุ่นลดลง 2.0% และ NASDAQ Futures ย่อตัวลง 1.2%

ในทางกลับกัน เม็ดเงินลงทุนได้สลับเข้าไปหาผลตอบแทนในกลุ่มหุ้นคุณค่า (Value) และกลุ่มตั้งรับปลอดภัย (Defensive) เช่น กลุ่มการแพทย์และสถาบันการเงิน ส่งผลให้ดัชนี DOW JONES ของสหรัฐฯ ปรับตัวบวก 1.7% ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All Time High) ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ BRENT ย่อตัวลงราว 2.8% จากความคาดหวังว่าสหรัฐฯ และอิหร่านมีโอกาสเจรจาทางการทูตสำเร็จ แม้ว่ากลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะยังคงปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงก็ตาม

อย่างไรก็ดี แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา อาจทำให้ยุคของดอกเบี้ยขาลงสิ้นสุดลง โดยธนาคารกลางหลายแห่ง เช่น ยุโรป (ECB), อังกฤษ (BOE) และญี่ปุ่น (BOJ) มีโอกาสพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มิ.ย. 2026 นี้ สอดคล้องกับภาพของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) อายุ 10 ปี ของหลายประเทศที่มีแนวโน้มเร่งตัวสูงขึ้น

จับตาเงินเฟ้อไทยพุ่ง – ลุ้นยอดสแกนจ่าย “คนละครึ่ง พลัส เฟส 2” ดัน GDP

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ วันนี้ (5 มิ.ย.) เวลา 10.00 น. จะมีการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ประจำเดือน พ.ค. 2026 ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าจะพุ่งขึ้น +3.1% YoY (แม้จะชะลอตัวลง MoM จากราคาน้ำมันโลกที่ย่อลง) โดยกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่าทิศทางเงินเฟ้อไทยในไตรมาสที่ 2/2026 อาจเร่งตัวสูงขึ้นแตะ 3.67% ในกรณีปกติ หรืออาจพุ่งทะลุไปถึง 5.78% ในกรณีเลวร้ายที่ได้รับผลกระทบหนัก

เมื่ออัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น รัฐบาลจึงได้เดินหน้างัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาช่วยเหลือประชาชนผ่านโครงการ “คนละครึ่ง พลัส เฟส 2” โดยมีโครงสร้างและขอบข่ายการอัดฉีดงบประมาณหลักดังนี้

  • การให้วงเงินสูงสุดคนละ 4,000 บาท

  • ครอบคลุม 30 ล้านสิทธิ

  • ระยะเวลาดำเนินการนาน 4 เดือน (1 มิ.ย. – 30 ก.ย. 2026)

โครงการนี้อัดฉีดเม็ดเงินงบประมาณสูงถึง 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งประเมินว่าจะช่วยดันการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ไทยให้เพิ่มขึ้นได้อีก 0.5% – 0.6% โดยสัญญาณเริ่มต้นถือว่าค่อนข้างดี เพราะเพียง 3 วันแรกที่เปิดให้สแกนจ่าย มียอดเงินสะพัดในระบบทะลุ 7,000 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

กลยุทธ์การลงทุน เม็ดเงินไหลซบกลุ่ม Defensive และ High Yield

บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่เม็ดเงินโลกเปลี่ยนทิศ (Fund Flow Rotation) ให้สลับการลงทุน (Rotate) เข้าสู่กลุ่มหุ้นคุณค่าที่มีความปลอดภัยและให้ผลตอบแทนดี ได้แก่

  • 1.กลุ่ม Defensive (ปลอดภัย ทนความผันผวน) ได้แก่ BDMS, BH, BGRIM และ GULF

  • 2.กลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก Bond Yield ระดับสูง (กลุ่มธนาคารและประกัน) ได้แก่ BBL, KTB, KBANK, SCB, BLA และ TLI

  • 3.กลุ่ม REITs ได้แก่ DIF, 3BBIF และ LHHOTEL

โดยกำหนดให้หุ้น ADVANC, BLA และ BDMS เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวัน

เปิดประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม ชูนวัตกรรมยารักษาโรคอ้วนและเทคโนโลยีชิปต้นน้ำ

แนะกลยุทธ์ขยายพอร์ตการลงทุนในตลาดโลกเพื่อรับ New S-Curve ผ่านตราสารสากลที่สำคัญดังนี้

  • แนะนำหุ้นบริษัทยา ELI LILLY (LLY US) ที่ราคาหุ้นปรับขึ้น 4.3% รับข่าวความสำเร็จในการทดลองทางคลินิก Phase 3 ของยาลดน้ำหนักและรักษาโรคอ้วนรุ่นใหม่ “RETATRUTIDE” ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมากและคาดว่าจะเป็น New S-Curve การเติบโตใหม่ แนะนำเก็งกำไรผ่าน DR: LLY80

  • แนะนำกระจายการลงทุนสู่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ญี่ปุ่นผ่าน DR: JPSEMI24 ซึ่งเป็น ETF ที่อิงกับผู้เล่นระดับโลกอย่าง Lasertec และ Tokyo Electron ที่ได้เปรียบเทคโนโลยีชิปต้นน้ำและกลางน้ำ

โดยมีหุ้น Global Gem ที่น่าสนใจประจำวันคือ GSUS06 และ UNH19