KKP ชี้เงินกู้ 4 แสนล้านพยุงเศรษฐกิจไทย ดัน GDP โต 1.9% แต่เตือนความเสี่ยงสงคราม-ขาดดุลแฝดกดดันระยะยาว

KKP Research ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยจาก 1.3% เป็น 1.9% จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาด การลงทุนที่มีสัญญาณชัดเจนขึ้น และมาตรการด้านการคลังที่ออกมาเพื่อพยุงเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม KKP Research มองว่าเศรษฐกิจไทยยังค่อนข้างอ่อนแอ และมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามต่อไป ขณะที่ในระยะปานกลาง ไทยมีความเสี่ยงเผชิญปัญหา “ขาดดุลแฝด” (Twin Deficit) จากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการคลังพร้อมกัน ซึ่งอาจซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้ว นอกจากนี้ KKP Research ประเมินว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายตลอดทั้งปี แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่อาจสูงกว่าคาด รวมถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสำคัญทั่วโลก

เงินกู้ 4 แสนล้านบาท หนุนเศรษฐกิจไทยพ้นภาวะถดถอยทางเทคนิค

การออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาผลกระทบจากราคาน้ำมันและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี

KKP Research คาดว่าเม็ดเงินดังกล่าวจะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้น 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ในไตรมาส 3 และช่วยให้เศรษฐกิจไทยหลีกเลี่ยงภาวะ Technical Recession ที่ก่อนหน้านี้คาดว่าอาจเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปี

ประเด็นที่ต้องติดตามด้านการคลัง

KKP Research ประเมินว่า หนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นแตะเพดาน 70% ภายในปี 2027 และมีแนวโน้มต้องปรับเพดานขึ้นในอนาคต แม้ความกังวลด้านเครดิตเรตติ้งจะยังไม่ใช่ประเด็นระยะสั้น หลัง Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจไทยดีขึ้น

สิ่งสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่

  • มาตรการอัดฉีดเงิน 4 แสนล้านบาทจะช่วยพยุงเศรษฐกิจและเพิ่มการเติบโตได้จริงหรือไม่
  • รัฐบาลจะสามารถลดการขาดดุลในอนาคตได้หรือไม่หลังใช้จ่ายเงินกู้
  • การลดระดับหนี้และรักษาวินัยการคลังหลังวิกฤตผ่านพ้นไปจะทำได้หรือไม่

3 ปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลัง กระทบลงทุน ท่องเที่ยว และบริโภค

KKP Research ระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากสงครามผ่าน 3 ช่องทางสำคัญ ได้แก่

1. การลงทุนและการส่งออกส่งผ่านสู่เศรษฐกิจได้ไม่เต็มที่

แม้การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกยังขยายตัวได้ดี แต่การลงทุนของไทยมีสัดส่วนการนำเข้าสูง หรือ Import Content ราว 60-70% และอาจสูงถึง 80-85% ในกลุ่ม Data Centers

ขณะที่การส่งออกยังมีความเสี่ยงจากประเด็นสินค้าสวมรอย หรือ Transshipment สะท้อนจากตัวเลขนำเข้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องมากกว่า 20-30% ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศอาจไม่สูงเมื่อเทียบกับเม็ดเงินลงทุนและมูลค่าการส่งออก

2. ภาคท่องเที่ยวเผชิญแรงกดดันจากสงครามและราคาน้ำมัน

KKP Research ปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจาก 31.2 ล้านคน เป็น 31.8 ล้านคน จากผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาสแรก

อย่างไรก็ตาม คาดว่านักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลางอาจได้รับผลกระทบในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนอาจไม่เพียงพอชดเชย ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวรวมทั้งปีมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่สอง

3. การบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากราคาพลังงาน

แม้มีมาตรการ “ไทยช่วยไทย” เข้ามาช่วยเหลือ แต่ราคาพลังงานที่สูงขึ้นยังเป็นแรงกดดันต่อการบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยและประชาชนที่มีภาระหนี้ครัวเรือนสูง

นอกจากนี้ หากสงครามยืดเยื้อนานกว่าคาด เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญความเสี่ยงด้านอุปทานจากภาวะขาดแคลนพลังงาน วัตถุดิบปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ และปุ๋ย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตในหลายภาคธุรกิจ แม้โอกาสเกิดขึ้นยังไม่สูงในปัจจุบัน แต่หากเกิดขึ้น ผลกระทบอาจรุนแรงและขยายตัวอย่างรวดเร็ว

บัญชีเดินสะพัดเสี่ยงเปลี่ยนเป็นขาดดุล

KKP Research ระบุว่า อีกประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ บัญชีเดินสะพัดที่มีโอกาสเปลี่ยนเป็นขาดดุล ทั้งจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและปัจจัยชั่วคราว

ปัจจัยเชิงโครงสร้างมาจากการเร่งตัวของการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งทำให้การนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น แม้จะได้รับการชดเชยจากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เป็นส่วนใหญ่ แต่ผลต่อเศรษฐกิจจริงอาจไม่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากเหมือนในอดีต

ขณะเดียวกัน ปัจจัยด้านความสามารถในการแข่งขัน ต้นทุนค่าขนส่ง การนำเข้าบริการต่าง ๆ การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้านำเข้า การใช้บริการ Subscription และ AI รวมถึงค่าขนส่งจากการนำเข้า ล้วนเพิ่มแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย

เมื่อรวมกับต้นทุนการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น ภาคท่องเที่ยวที่อ่อนแอ และการขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้น อาจกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่า นำไปสู่เงินเฟ้อและต้นทุนการนำเข้าที่สูงขึ้น กระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงอยู่แล้ว

ความเสี่ยง “ขาดดุลแฝด” ที่ต้องจับตา

KKP Research มองว่า ในระยะต่อไป เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญภาวะ Twin Deficit หรือขาดดุลแฝด ซึ่งหมายถึงการขาดดุลการคลังและขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพร้อมกัน

ภาวะดังกล่าวอาจส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในระยะยาว และเพิ่มความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย แม้ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่จุดดังกล่าว แต่ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

(อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://media.kkpfg.com/document/2026/May/KKP%20Research_400-billion-government-borrowing-support-GDP.pdf )