HMPRO โชว์ฟอร์มแกร่ง Q3 กวาดกำไร 1.32 พันล้าน ดันมาร์จิ้นพุ่งทะลุ 27%

บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO เผยผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 ทำกำไรสุทธิ 1,321.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรขั้นต้นเติบโต 3.15% แตะ 4,315.55 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไร ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังมีความท้าทาย

เดินหน้าปรับกลยุทธ์เพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง (High Margin Products) และสินค้าแบรนด์ของบริษัท (Private Brand) ควบคู่การยกระดับบริการ Omni-channel และการพัฒนาสาขารูปแบบ Hybrid Store เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

กำไรขั้นต้นพุ่ง รับอานิสงส์ปรับ Product Mix

นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม 16,772.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 1,321.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.87 ล้านบาท หรือ 1.37%

โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการบริหารกลุ่มสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง รวมถึงการบริหารราคาจำหน่ายและต้นทุนสินค้าอย่างเหมาะสม ส่งผลให้กำไรขั้นต้นจากการขายสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นเป็น 4,315.55 ล้านบาท เติบโต 3.15% และอัตรากำไรขั้นต้นปรับเพิ่มจาก 26.78% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็น 27.44% ในไตรมาสนี้

“ผลประกอบการไตรมาส 3 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของโฮมโปรในการบริหารธุรกิจและรักษาความสามารถในการทำกำไร แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน บริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ และพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในระยะยาว” นายวีรพันธ์ กล่าว

ภาพกราฟิกมุมสูงของสาขา Hybrid Store ซึ่งเป็นการรวมพื้นที่ระหว่าง HomePro และ MEGAHOME พร้อมข้อความระบุผลกำไร HMPRO Q3/69 รวม 1.32 พันล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้น 27.44% มุ่งสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพ
โฮมโปร โชว์ผลงานไตรมาส 3/2569 กวาดกำไร 1.32 พันล้านบาท พร้อมดันอัตรากำไรขั้นต้นแตะ 27.44%

ลดต้นทุนการเงิน-ขยายช่องทางออนไลน์

สำหรับปัจจัยขับเคลื่อนผลประกอบการ บริษัทฯ มุ่งเน้นกลยุทธ์การบริหารสัดส่วนสินค้า (Product Mix) โดยเพิ่มน้ำหนักสินค้ากลุ่ม High Margin และผลักดันสินค้า Private Brand ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ช่วยยกระดับอัตรากำไรขั้นต้น ควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุนและราคาจำหน่ายอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายทางการเงินลง 7.44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 168.40 ล้านบาท จากการบริหารโครงสร้างเงินทุน และการออกหุ้นกู้ทดแทนหุ้นกู้เดิมที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงด้วยต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนความสามารถในการทำกำไร

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนาช่องทางจำหน่ายและบริการภายใต้กลยุทธ์ Omni-channel เพื่อเชื่อมต่อประสบการณ์ซื้อสินค้าระหว่างสาขาและช่องทางออนไลน์อย่างไร้รอยต่อ ผ่านเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และแพลตฟอร์ม Marketplace พร้อมเพิ่มความสะดวกด้านการจัดส่งสินค้าทั้งบริการส่งทันที (Express Delivery) และบริการส่งวันถัดไป (Next Day Delivery)

ตลอดจนการร่วมมือกับพันธมิตรด้าน Quick Commerce เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน รายได้จากธุรกิจบริการช่างและงานปรับปรุงบ้านภายใต้ ช่างโฮมโปร (Chang HomePro) ยังขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนโอกาสในการต่อยอดรายได้จากการขายสินค้าสู่ธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับบ้าน

ลุยเปิด Hybrid Store รุกตลาดครอบคลุม

ด้านการขยายธุรกิจ บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายสาขาและการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า โดยในไตรมาส 3/2569 ได้ปรับรูปแบบสาขาเมกาโฮม มีนบุรี เป็น Hybrid Store เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการและขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นทั้งกลุ่มลูกค้าทั่วไปและกลุ่มที่มีความต้องการด้านวัสดุก่อสร้างและสินค้าเกี่ยวกับบ้าน

โดย ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2569 บริษัทฯ มีเครือข่ายสาขารวมทั้งสิ้น 134 สาขา ประกอบด้วย

  • โฮมโปร 87 สาขา

  • โฮมโปรเอส 4 สาขา

  • เมกาโฮม 20 สาขา

  • Hybrid Store 16 สาขา

  • โฮมโปรในประเทศมาเลเซีย 7 สาขา

ซึ่งเป็นโครงสร้างเครือข่ายธุรกิจที่ช่วยรองรับการเติบโตและเพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าในระยะยาว

อัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอด-เดินหน้าเพื่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้ากระตุ้นยอดขายผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดร่วมกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง อาทิ งาน HomePro SUPER EXPO และแคมเปญ Double Day ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน เพื่อสร้างความคุ้มค่าให้ผู้บริโภคและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้าและบริการรวมถึงกิจกรรม “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า-เครื่องมือช่าง” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

ในด้านความยั่งยืน โฮมโปรยังคงเดินหน้าลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว ผ่านการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ซึ่ง ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 มีการติดตั้งแล้วรวม 103 แห่ง พร้อมทดลองใช้ระบบแบตเตอรี่สำหรับกักเก็บพลังงานในบางสาขา

ตลอดจนขับเคลื่อนโครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่ (Trade-In)” ที่มียอดสะสมผลิตภัณฑ์เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและบริหารจัดการมากกว่า 740,000 ชิ้น สะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

นายวีรพันธ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า “โฮมโปรยังคงมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจในทุกมิติ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน การพัฒนาสินค้าและบริการ การเชื่อมโยงช่องทางจำหน่าย และการยกระดับเครือข่ายสาขา เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าและเสริมความแข็งแกร่งในการแข่งขัน บริษัทฯ เชื่อมั่นว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพและความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว”