บล.เอเซีย พลัส ชี้ SET แกร่งสวนกระแสโลก จับตาฟันด์โฟลว์ส้มหล่น MSCI จ่อถอดอินโดนีเซีย

เอเซีย พลัส (ASPS) เผยวิกฤตพลังงานหนุนตลาดหุ้นไทย (SET) แกร่ง Outperform โลกที่ระดับ 24.9% YTD ชี้เป้าเป้าหมายพักเงิน Value Play ของภูมิภาค พร้อมแนะจับตากระแส iPhone Duo ฟีเวอร์ และโอกาสรับฟันด์โฟลว์หาก MSCI ถอดอินโดนีเซีย

วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์หนุนราคาน้ำมันพุ่ง

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวและปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและยุโรปตะวันออกที่ยืดเยื้อ หลังกลุ่มฮูตีเปิดฉากโจมตีแหล่งพลังงานในซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่อง ผสานการตอบโต้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานระหว่างรัสเซียและยุโรป

ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ในเดือนตุลาคม 2569 ทรงตัวในระดับสูงและพุ่งขึ้น +56% YoY ผลักดันให้ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สหรัฐฯ เดือนกันยายนพุ่งขึ้นสู่ +6.3% YoY สูงกว่าคาดการณ์ที่ +5.4% YoY ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งเกินคาด สะท้อนจากยอดค้าปลีกที่ขยายตัว +0.9% MoM และผู้ขอสวัสดิการว่างงานอยู่ที่ 199,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้งบดุลของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ยังปรับลดลงจากจุดสูงสุดราว 24% ซึ่งต่ำกว่าระดับปี 2022 สะท้อนการดูดสภาพคล่องออกจากระบบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจำกัด Upside ของสินทรัพย์เสี่ยงในระยะกลาง

หุ้นเทคฯ และกลุ่มกลาโหมต่างประเทศน่าจับตา

สำหรับทิศทางนวัตกรรมและหุ้นเทคโนโลยีต่างประเทศมีความน่าสนใจดังต่อไปนี้

  • Apple Inc. (DR AAPL80) ได้รับกระแสตอบรับสมาร์ตโฟนหน้าจอพับได้รุ่นแรกของบริษัท “iPhone Duo” อย่างถล่มทลาย หลังเปิดจองล่วงหน้าเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ยอดจองเต็มโควต้าสำหรับวันวางจำหน่ายวันแรกภายในเวลาไม่กี่นาที โดยรุ่นสียอดนิยมอย่าง Star White ถูกขยับระยะเวลาส่งมอบไปถึงช่วงเดือนมกราคม 2570 ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนผลประกอบการไตรมาสที่ 4 อย่างแข็งแกร่ง

  • หุ้นกลุ่มกลาโหมสหรัฐฯ (DR LMT03) กลับมามีความน่าสนใจต้อนรับการรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 3 หลังวุฒิสภาสหรัฐฯ ผ่านงบประมาณกลาโหมปี 2027 เพิ่มขึ้น +28% YoY สู่ระดับ 1.15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • Johnson & Johnson (DR JNJ03) ได้รับ Sentiment เชิงบวกจากผลการทดสอบทางคลินิกระยะที่ 3 ของยา TREMFYA สำหรับรักษาโรคโครนส์ที่ออกมาดีเกินคาด

ตลาดหุ้นไทย Outperform โลก ลุ้นฟันด์โฟลว์ MSCI

ในมิติเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET Index สามารถสร้างผลตอบแทนขยับขึ้น +24.9% YTD แข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นพัฒนาแล้วทั่วโลก โดยได้รับแรงหนุนจาก 3 ปัจจัยหลักคือ

  • โครงสร้างตลาดหุ้นไทยที่มีหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 3 ของตลาด จึงได้รับประโยชน์เต็มที่จากราคาน้ำมันดิบ Brent ที่พุ่งขึ้น +77.4% YTD

  • นักลงทุนทั่วโลกปรับพอร์ตหลบภัยเข้าสู่ตลาด Value Play ของไทยในยามสงคราม

  • ศักยภาพการดึงดูดเงินทุน ESG และการลงทุนสีเขียวจากการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF-World Bank

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีลุ้นรับเม็ดเงินฟันด์โฟลว์ส้มหล่น หลัง MSCI อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นกรณีอาจปรับลดสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียออกจาก Emerging Market (EM) ไปสู่ Standalone Market ภายในเดือนมิถุนายน 2027 จากปัญหาความโปร่งใส ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง เม็ดเงินจากกองทุนอิงดัชนี MSCI EM จะถูกกระจายมายังประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม โดยประเทศไทยที่มีน้ำหนัก 0.9% ใน MSCI EM มีโอกาสได้รับเม็ดเงินไหลเข้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหุ้น Big Cap สภาพคล่องสูง เช่น DELTA, ADVANC, PTT, GULF, CPALL, AOT, PTTEP, BDMS และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ท่ามกลางยอดซื้อสุทธิสะสมของนักลงทุนต่างชาติในหุ้นไทยปีนี้ที่ระดับ +514 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สวนทางกับภูมิภาค

กลยุทธ์การลงทุนและหุ้นเด่นประจำวัน

บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและทนทานต่อความผันผวน สำหรับหุ้นน่าลงทุนมีดังนี้

  • AAPL80 ยอด Pre-order iPhone Duo ล็อตแรกเต็มโควต้าภายในไม่กี่นาที หนุนแนวโน้มกำไรไตรมาส 4 เติบโตแกร่ง (แนวรับ 11.30 บาท / แนวต้าน 11.90 บาท / จุดตัดขาดทุน 10.80 บาท)

  • JNJ03 ผลการทดลองระยะที่ 3 ของยา TREMFYA สำหรับรักษาโรคโครนส์ได้ผลดีกว่าคาดการณ์ (แนวรับ 4.26 บาท / แนวต้าน 4.40 บาท / จุดตัดขาดทุน 4.20 บาท)

  • PTT ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับสูงเนื่องจากภาวะสงคราม ราคาหุ้นยังคง Laggard และหมดแรงกดดันจากการไถ่ถอนหุ้นกู้ (แนวรับ 40.75 บาท / แนวต้าน 42.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 40.00 บาท)

  • BEM ลุ้นเซ็นสัญญาเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้อย่างเป็นทางการ พร้อมคาดการณ์กำไรสุทธิงวด Q3/2569 ทำจุดสูงสุด (Peak) ของปีนี้ (แนวรับ 6.30 บาท / แนวต้าน 6.55 บาท / จุดตัดขาดทุน 6.20 บาท)

  • BDMS คาดกำไร Q3/2569 เติบโต +4% YoY และ +41% QoQ แม้จะได้รับผลกระทบบางส่วนจากปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ช่วงปลายเดือน ก.ย. ขณะที่ราคาหุ้นอยู่ในโซน Laggard มากที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล (แนวรับ 19.00 บาท / แนวต้าน 19.80 บาท / จุดตัดขาดทุน 18.70 บาท)