โกลเบล็ก เตือน SET สัปดาห์นี้ผันผวนหนัก พิษสงครามดันน้ำมันพุ่งบอนด์ยีลด์สูง ลุ้นเคาะ 6 หุ้นเด่นรับอานิสงส์ซ่อมแซม

บล.โกลเบล็ก ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้แกว่งตัวผันผวนในกรอบ 1,600–1,630 จุด รับแรงกดดันวิกฤติตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ยและเหตุน้ำท่วมกระทบซัพพลายเชน แนะจับตาการเมืองพร้อมเคาะ 6 หุ้นเด่นรับอานิสงส์ฟื้นฟูหลังน้ำลด

ประเมินดัชนีแกว่งผันผวน กรอบ 1,600–1,630 จุด

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยว่า ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในสัปดาห์นี้ยังคงแกว่งตัวผันผวนจากแรงกดดันสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) ที่อยู่ในระดับสูงบั่นทอนความน่าสนใจในการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง

ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศต้องติดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการใช้บาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้งในวันที่ 28 ก.ย. นี้ จึงประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีไว้ที่ 1,600–1,630 จุด

เปิดสารพัดปัจจัยลบกดดันตลาดหุ้น

ส่วนปัจจัยลบที่เข้ามากดดันตลาดในสัปดาห์นี้ โดยหลักมาจากการปรับตัวลดลงของดัชนีดาวโจนส์ 161.61 จุด หรือ -0.31% จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น และสร้างความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อ

  • สัญญาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 2.45 ดอลลาร์ หรือ 2.7% ปิดที่ 94.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังกลุ่มฮูตีซึ่งอิหร่านหนุนหลังได้ยิงขีปนาวุธโจมตีซาอุดีอาระเบีย จนเกิดความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันชะงักงัน

  • FedWatch Tool ของ CME Group ระบุว่านักลงทุนให้น้ำหนักสูงถึง 69% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนตุลาคมนี้จากเดิม 55.4% ในสัปดาห์ก่อนหน้า

  • ปัจจัยลบภายในประเทศ มาจากสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑลในหลายพื้นที่หลังฝนตกต่อเนื่องหลายวัน แต่ส่วนใหญ่เตรียมรับมือไม่ทันทำให้เกิดความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งการผลิตและการขนส่ง

ภาพนางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด สวมชุดสูทสีดำ ยืนกอดอกด้วยความมั่นใจภายในห้องทำงานที่มีกระจกมองเห็นวิวเมือง
นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.โกลเบล็ก เผยมุมมองทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้

ปัจจัยบวกช่วยพยุงและเมกะโปรเจกต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นยังมีปัจจัยบวกช่วยพยุง โดยวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติคัดค้านญัตติ War Powers Resolution เพื่อถอนกำลังทหารออกจากการสู้รบกับอิหร่าน และมิตรภาพระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ การเรียกร้องให้ร่วมมือกันและหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง

นอกจากนี้ สหรัฐฯ และจีนยังตกลงขยายระยะเวลาพักรบทางการค้าออกไปจนถึงวันที่ 10 มกราคม 2570 ขณะที่ในประเทศ สำนักงาน ก.ล.ต. ขานรับสภาฯ รับหลักการร่างกฎหมายตลาดทุน 4 ฉบับเพื่อยกระดับการกำกับดูแลยุคดิจิทัล และบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์เห็นชอบยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมชิปและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติฉบับแรก วางเป้าหมายดึงดูดการลงทุนกว่า 5 แสนล้านบาทใน 5 ปี พร้อมเตรียมพิจารณาโครงการติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อป 1-1.5 ล้านครัวเรือน เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติพลังงาน

เกาะติดปัจจัยสำคัญทั้งในและต่างประเทศ

ในส่วนของปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แบ่งออกเป็นสองส่วนสำคัญ

  • ปัจจัยในประเทศ ประกอบด้วย การแถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศจากกระทรวงพาณิชย์ ยอดผลิตและส่งออกรถยนต์จาก ส.อ.ท. คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 28 ก.ย. และรายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินจาก ธปท. รวมถึงการแถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคจาก สศอ. และ สศค.

  • ปัจจัยต่างประเทศ ประกอบด้วย รายงานการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กำไรภาคอุตสาหกรรมเดือนสิงหาคมของจีน ดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2/2569 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอียู ตัวเลข JOLTS และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ยอดค้าปลีกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ตลอดจนตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ทั้ง GDP ไตรมาส 2/2569 (Final) และดัชนี PCE เดือนสิงหาคม

แนะกลยุทธ์เคาะ 6 หุ้นเด่นรับอานิสงส์ซ่อมแซม

ด้าน นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำให้นักลงทุนเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการซ่อมแซมหลังน้ำท่วม ได้แก่

  • GLOBAL

  • DOHOME

  • HMPRO

  • TASCO

  • DCC

  • DRT