โกลเบล็กชี้ SET สัปดาห์นี้แกว่งผันผวน เซ่นน้ำมันดิบพุ่งทะลุร้อยเหรียญ บีบเฟดขึ้นดอกเบี้ย แนะดักเก็งกำไรหุ้น FTSE Rebalance

บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมิน SET Index สัปดาห์นี้แกว่งตัวผันผวน รับแรงกดดันน้ำมันดิบ WTI พุ่งเหนือ 100 ดอลลาร์ และเงินเฟ้อ PPI สหรัฐฯ สูงกว่าคาด หนุน FED อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย ให้กรอบเคลื่อนไหว 1,570-1,630 จุด พร้อมรับปัจจัยบวกเศรษฐกิจไทยถูกปรับเพิ่ม GDP สู่ 2.5% แนะกลยุทธ์ลงทุนปรับพอร์ตตาม FTSE Rebalance

ราคาน้ำมันโลกและเงินเฟ้อสหรัฐฯ กดดันตลาดหุ้นไทยแกว่งตัว

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยถึงทิศทางตลาดหุ้นไทย (SET) ในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนระหว่างวัน โดยได้รับแรงกดดันสำคัญจากราคาน้ำมันดิบ WTI ที่ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล

นอกจากนี้ ตลาดยังเผชิญความกังวลจากการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิต ปรับตัวขึ้น 5.4%YoY ในเดือน ส.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 5.3% สะท้อนความกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูง ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักเป็น 70% (จากเดิม 64%) ในการคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 15–16 ก.ย. นี้

ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ตามการคาดการณ์ของตลาด โดยเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ตลอดจนปัจจัยความผันผวนจากการปรับน้ำหนักดัชนี FTSE Rebalance ในช่วงปลายสัปดาห์ ทาง GBS จึงประเมินกรอบดัชนีไว้ที่ 1,570-1,630 จุด

ปัจจัยบวกในประเทศช่วยพยุง GDP โต-คลังจ่อต่อเวลามาตรการรัฐ

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยยังได้รับปัจจัยบวกเข้ามาช่วยประคองการลงทุน โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ขึ้นเป็น 2.5% จากอานิสงส์ของการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกที่คาดว่าจะโตได้ถึง 17.8%

ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาขยายเวลาโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ออกไปอีก 1-2 เดือนเพื่อช่วยลดค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อ โดย ก.คลังจะนำข้อเสนอมาพิจารณาเพื่อให้ได้ข้อสรุปภายใน 2-3 สัปดาห์ หรือไม่เกินสิ้นเดือน ก.ย.นี้

รวมถึงการที่บอร์ด EV อนุมัติมาตรการภาษีสรรพสามิตเพื่อเตรียมดันภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 3 อัตรา หวังปกป้องฐานการผลิตยานยนต์ในประเทศ เสริมด้วยตัวเลขสวัสดิการว่างงานและสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่รายงานออกมาล่าสุด

ภาพอินโฟกราฟิกจาก บล. โกลเบล็ก สรุปรายชื่อหุ้นที่เข้าและออกจากการคำนวณดัชนี FTSE Rebalance แบ่งเป็นกลุ่ม Large Cap, Mid Cap และ Small Cap มีผล ณ ราคาปิดวันที่ 18 กันยายน 2569

เปิดปฏิทินประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

สำหรับประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในระยะนี้ แบ่งออกเป็น

  • ปัจจัยในประเทศ จะมีการแถลงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนโดย FETCO, รายงานดัชนีเศรษฐกิจจากกระทรวงพาณิชย์และ ตลท., ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมโดย ส.อ.ท., คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณีบัตรเลือกตั้งในวันที่ 28 ก.ย., รายงานภาวะเศรษฐกิจจาก ธปท. สิ้นเดือน ก.ย. และการประชุม กนง. ในวันที่ 28 ต.ค.

  • ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องจับตา ได้แก่ ผลการประชุมนโยบายการเงินของ FED ช่วงเช้ามืดวันที่ 17 ก.ย., การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันที่ 18 ก.ย. รวมถึงรายงานยอดค้าปลีก ดัชนีการผลิต และตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญจากสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรปตลอดทั้งสัปดาห์

กางโผหุ้นเด่นรับอานิสงส์ดัชนี FTSE Rebalance

ด้านนายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนเก็งกำไรในกลุ่มหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการปรับรอบดัชนี FTSE Rebalance (มีผล ณ ราคาปิดวันที่ 18 ก.ย. 69) โดย

  • Large Cap เข้า – ออก CPN

  • Mid Cap เข้า CPN ออก BTS, LH, SCCC, TU

  • Small Cap เข้า BTS, FTREIT, LH, SCCC, THAI, TU ออก BLAND, SPCG, TPIPP