บล.เอเซีย พลัส ประเมินตลาดการเงินโลกเผชิญความตึงเครียดรอบใหม่ สหรัฐฯ รุกเก็บภาษีแคนาดา 50% พร้อมคว่ำบาตรอิหร่าน ดันเม็ดเงินลงทุนสากลไหลเข้าบิตคอยน์-ทองคำ จับตาจีนทุ่ม 2 ล้านล้านหยวนกระตุ้นเศรษฐกิจ คาด กนง. ตรึงดอกเบี้ยต่ำ 1% หนุนเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง พร้อมแนะ 3 หุ้นเด่น BBL, SCGP และ THAI
สำหรับปัจจัยในประเทศไทยมีแนวโน้มได้รับผลเชิงบวกทางอ้อมจากมาตรการอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของจีน 2 ล้านล้านหยวน ควบคู่กับประเด็นการจัดระเบียบตระกร้าหุ้นดัชนี FTSE และการส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายพยุงการฟื้นตัวของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)
จับตา 3 ปัจจัยร้อนระดับโลก สหรัฐฯ เปิดศึกการค้าแคนาดา-คว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่
ทิศทางตลาดหุ้นโลกในช่วงปลายเดือนสิงหาคมจะยังเผชิญกับสภาวะความผันผวนสูง โดยนักลงทุนจำเป็นต้องเฝ้าระวัง 3 ประเด็นสำคัญอย่างใกล้ชิด ดังนี้
Trade War สหรัฐฯ-แคนาดา ระเบิดศึกครั้งใหม่ สหรัฐฯ ประกาศมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศแคนาดาในอัตราสูงถึง 50% โดยมีมูลค่าความเสียหายที่ได้รับผลกระทบราว 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอ้างอิงบทบัญญัติ Section 338 ของกฎหมายภาษีศุลกากรปี 1930 (Tariff Act of 1930) ซึ่งไม่เคยถูกนำมาใช้งานมาก่อน ครอบคลุมสินค้าหลายร้อยรายการ เช่น ไม้อัด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และอุปกรณ์ฮอกกี้ ขณะที่ทางรัฐบาลแคนาดาได้ตอบโต้กลับทันควันด้วยการเตรียมเรียกเก็บภาษีตอบโต้สินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2569 ครอบคลุมเหล็ก ผลิตภัณฑ์นม เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรการเกษตร อิเล็กทรอนิกส์ และกระดาษ ส่งผลให้สภาวะดังกล่าวกลับมาสร้างแรงตึงเครียดต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการผลิตการค้าทั่วโลก
วิกฤตตะวันออกกลางเร่งตัว สหรัฐฯ เตรียมประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อประเทศอิหร่าน โดยนาย Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ มีกำหนดการแถลงรายละเอียดดังกล่าว ขณะเดียวกัน ผลกระทบทางอ้อมจากภัยคุกคามของกลุ่มกบฏฮูตีในทะเลแดง ส่งผลให้ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) จำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางลำเลียงส่งออกน้ำมันดิบอ้อมทวีป ทำให้ระยะทางการขนส่งพลังงานเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัว ดันค่าระวางเรือและราคาน้ำมันดิบ WTI ในเดือนสิงหาคมเฉลี่ยทรงตัวระดับสูงที่ 82.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (เพิ่มจากเดือนก่อนหน้าที่ 79.2 ดอลลาร์สหรัฐ)
ติดตามทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ จาก Jackson Hole รอจับตาสุนทรพจน์ครั้งสำคัญของ นาย Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) คนใหม่ ในงานสัมมนาประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ Jackson Hole ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคมนี้ เพื่อประเมินมุมมองที่มีต่อสภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางการขับเคลื่อนดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เหลือของปี
ความผันผวนรอบด้านข้างต้น ส่งผลให้เกิดแรงหมุนเวียนของเม็ดเงินลงทุน โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง 0.9% ดัชนี NASDAQ และหุ้นเทคโนโลยีกลุ่ม Magnificent 7 ปรับฐานลง -2.5% และ -1.4% ตามลำดับ ขณะที่เม็ดเงินเลือกที่จะย้ายเข้าสู่สินทรัพย์ทางเลือกอื่น นำโดย Bitcoin ปรับตัวพุ่งแรงถึง +23%, น้ำมันดิบโลก +5.7% และ ราคาทองคำขยับตัวขึ้น +5.2%
เกาะติดเมกะเทรนด์โลก งบยักษ์ชิป NVIDIA และดีลระดมทุน Alibaba
NVIDIA (NVDA US) สัปดาห์นี้ถือเป็นวันชี้ชะตากลุ่มเทคโนโลยีโลก โดย NVIDIA มีกำหนดรายงานผลประกอบการในวันพุธหลังตลาดสหรัฐฯ ปิดทำการ ซึ่งนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนให้ความสำคัญกับถ้อยแถลงคาดการณ์ (Guidance) ของผู้บริหารต่ออุปสงค์ชิปประมวลผล AI ว่าจะยังขยายตัวในอัตราเร่งตัวแรงได้ต่อเนื่องเพียงใด พร้อมกันนี้ในวันพฤหัสบดีจะมีการส่งงบของ Marvell (MRVL US) เพื่ออัปเดตอุปสงค์ชิ้นส่วนอุปกรณ์เทคโนโลยีแสง Photonics
Alibaba (9988 HK) ประกาศแผนระดมทุนครั้งใหญ่ด้วยการเสนอขายหุ้นใหม่ในตลาดฮ่องกงจำนวน 710 ล้านหุ้น ที่ระดับราคา 112.7 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าเงินทุนรวมราว 80,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (หรือประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยราคาเสนอขายดังกล่าวมีส่วนลด (Discount) ราว 3.6% จากราคาปิดก่อนหน้า การขายหุ้นด้วยราคาลดส่วนนี้เป็นปัจจัยลบระยะสั้นกดดันราคาหุ้น แต่เม็ดเงินทุนทั้งหมดที่ได้จากการเสนอขายจะถูกจัดสรรเพื่อเพิ่มศักยภาพเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว ได้แก่ การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI (AI Infrastructure), การพัฒนาชิป, ระบบประมวลผลคลาวด์คอมพิวเตอร์ (Computing) และการขับเคลื่อนนวัตกรรมโมเดลภาษาขนาดใหญ่ Qwen ของบริษัท
จีนทุ่มงบ 2 ล้านล้านหยวน คาด กนง. ตรึงดอกเบี้ยต่ำ 1% ประคองเศรษฐกิจไทย
เศรษฐกิจประเทศจีนกำลังเผชิญกับสภาวะชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (GDP) ไตรมาส 2 ขยายตัวได้เพียง 4.3% YoY ต่ำกว่าเป้าหมายการเติบโตประจำปีของรัฐบาลจีนที่กำหนดไว้ระดับ 5.0% ส่งผลให้ทางการจีนเตรียมอัดฉีดนโยบายทางการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ผ่านวงเงินงบประมาณรวมกว่า 2 ล้านล้านหยวน เพื่อเร่งดึงดูดสภาพคล่องและกระตุ้นการปล่อยกู้ร่วมกับระบบสถาบันการเงิน ผ่าน 4 นโยบายหลัก ได้แก่ (1) เร่งรัดการออกพันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่น (2) เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินที่ค้างคาอยู่ (3) มีการตรวจสอบและลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐหรือพื้นที่ท้องถิ่นที่มีกระบวนการเบิกจ่ายล่าช้า และ (4) เร่งผลักดันให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ (Big Project) เริ่มดำเนินการได้โดยเร็วที่สุด
มาตรการทางการคลังมูลค่า 2 ล้านล้านหยวนนี้ คาดว่าจะช่วยหนุนกำลังซื้อและการค้าของชาวจีนให้ฟื้นตัว และส่งผลเชิงบวกเป็นห่วงโซ่ต่อกลุ่มอุตสาหกรรมในไทยที่พึ่งพิงกำลังซื้อและการนำเข้าจากจีน (China Play) ได้แก่
กลุ่มท่องเที่ยวและการเดินทาง (AOT, ERW, CENTEL, SPA)
กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและบรรจุภัณฑ์ (SCGP, PTTGC)
กลุ่มโลจิสติกส์และการขนส่งทางเรือ (PSL, TTA, RCL)
กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (CBG, TKN)
สำหรับสภาวะเศรษฐกิจไทย รายงานตัวเลข GDP ในช่วงครึ่งแรกของปีขยายตัวได้ที่ระดับ +2.4% (โดยไตรมาส 1 ขยายตัว +2.8% และไตรมาส 2 ขยายตัวแผ่วลงที่ +1.9%) ทั้งนี้ หากรัฐบาลต้องการพยุงเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2569 ให้เติบโตตามกรอบคาดการณ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ระดับ +2.2% ถึง +2.3% ตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังจำเป็นต้องเติบโตไม่ต่ำกว่า +2.0% ถึง +2.2% บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำ 1.00% ในการประชุมวันที่ 26 สิงหาคม 2569 นี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินและไม่เพิ่มภาระต้นทุนทางการเงินของครัวเรือนและผู้ประกอบการธุรกิจไทย
กลยุทธ์การลงทุนประจำวัน คัด 3 หุ้นเด่นไทย และ 2 DR ต่างประเทศ
ท่ามกลางสภาวะกดดันด้านสงครามการค้าและการคุมเข้มของสุนทรพจน์เฟด บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนจัดทัพลงทุนโดยเน้นกลยุทธ์ “Selective Buy” ในหุ้นที่มีประเด็นเชิงบวกเฉพาะตัวและราคายัง Laggard โดยกำหนด 3 หุ้นเด่นไทย และ 2 ตราสารแสดงสิทธิ์ต่างประเทศที่ผ่านการประเมิน ดังนี้
BBL ได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่คาดว่าจะคงตัวอยู่ในระดับสูงยาวนานขึ้น (Higher for Longer) ช่วยสนับสนุนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้น (NIM) ในครึ่งปีหลัง ประกอบกับราคาปัจจุบันถูกมาก มีมูลค่าทางบัญชี (PBV) ซื้อขายต่ำเพียง 0.6 เท่า ซึ่งถูกกว่าระดับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 1.2 เท่า และมีปัจจัยหนุนระยะสั้นจากการเก็งกำไรใกล้ช่วงเวลาประกาศปันผลระหว่างกาล (แนวรับ 117.00 บาท / แนวต้าน 121.00 บาท / ตัดขาดทุน 115.00 บาท)
SCGP ได้อานิสงส์ในฐานะกลุ่ม China Play ที่ได้ประโยชน์ทางอ้อมจากการฟื้นตัวของกำลังซื้อสินค้าและการขนส่งของจีนหากนโยบายการคลัง 2 ล้านล้านหยวนสัมฤทธิผล แม้ราคาหุ้นช่วงที่ผ่านมาจะย่อตัวลงตามอุตสาหกรรมในจีน แต่ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง และมีอัพไซด์เฉพาะตัวจากการรอปิดดีลการควบรวมกิจการและการร่วมทุนใหม่ (M&P) ในประเทศอินโดนีเซีย (แนวรับ 29.00 บาท / แนวต้าน 31.25 บาท / ตัดขาดทุน 28.00 บาท)
THAI ได้รับ Sentiment เชิงบวก 3 เด้งหลัก ได้แก่ การได้รับเลือกเข้าสู่ดัชนี FTSE Small Cap ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่, การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายพลังงานหลักของสายการบิน และราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี (YTD) มีการปรับตัวลดลงจนกลายเป็นหุ้นกลุ่ม Laggard สูงสุดที่น่าสนใจของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (แนวรับ 5.90 บาท / แนวต้าน 6.25 บาท / ตัดขาดทุน 5.80 บาท)
พอร์ตต่างประเทศ แนะนำเก็งกำไรรับความแข็งแกร่งของหุ้นสหรัฐฯ ผ่านตราสารแสดงสิทธิอนุพันธ์ต่างประเทศ DR: HOOD80 (Robinhood Markets – ได้ผลเชิงบวกตามปริมาณการซื้อขายเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีที่พุ่งแรง) และ DR: ESTEE80 (Estee Lauder – แนวโน้มกำไรงวด Q2 ฟื้นตัวแกร่งจากยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ทยอยตั้งหลัก)


