บล.เอเซีย พลัส ชี้วิกฤต “3 สงคราม” เขย่าตลาดโลก ดันน้ำมันพุ่งจ่อ 90 เหรียญฯ ชูกลยุทธ์หลบภัย DELTA-BDMS-CPALL

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) ประเมินภาพรวมตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากวิกฤต “3 สงคราม” ดันราคาน้ำมันจ่อแตะ 90 เหรียญสหรัฐฯ เตือนประเทศไทยเสี่ยงสูงโดนหางเลขกำแพงภาษีสหรัฐฯ พร้อมเปิดกลยุทธ์ลงทุนเน้นหุ้นปลอดภัย ชู DELTA, BDMS และ CPALL เป็นหุ้นเด่นประจำวัน

วิกฤต “3 สงคราม” กดดันสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากปัจจัยเสี่ยงหลัก 3 ประการ หรือ “3 สงคราม (ภาค 2)” ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยงโดยตรง ได้แก่

  • สงครามตะวันออกกลาง (Middle East War 2.0): สถานการณ์ยกระดับความรุนแรงขึ้น โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าอิหร่านกำลังถูกโจมตีอย่างหนักและยังไม่พร้อมทำข้อตกลง พร้อมขู่ว่าจะโจมตีสะพานและโรงไฟฟ้าของอิหร่านหากยังคงโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านก็ขู่ตอบโต้ด้วยการพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและสินทรัพย์ของสหรัฐฯ วิกฤตนี้ทำให้การเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบจะกลายเป็นศูนย์ และผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นต่อเนื่องใกล้แตะระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

  • สงครามการค้า (Trade War 2.0): สหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้ารอบใหม่กับคู่ค้ากว่า 60 ประเทศทั่วโลกในอัตรา 10%-12.5% โดยประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูง เนื่องจากสหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลด้วยสูงสุดเป็นอันดับ 7 ของโลกในปี 2568

  • สงครามเทคโนโลยี (Tech War 2.0): การแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีนกลับมารุนแรงขึ้น หลังจากสตาร์ทอัพจีน “MOONSHOT AI” เตรียมเปิดตัวโมเดลใหม่ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้ออกมากล่าวอ้างว่าบริษัทดังกล่าวอาศัยข้อมูลจากโมเดลของสหรัฐฯ และใช้ประเทศไทยเป็นฐาน Server ในการฝึกโมเดล

อัปเดตงบเทคฯ สหรัฐฯ: ALPHABET แกร่งดัน AI โต – TESLA มาร์จิ้นหด

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2 ของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ALPHABET (GOOG US) รายงานกำไรและรายได้สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก โดยรายได้รวมอยู่ที่ 1.19 แสนล้านดอลลาร์ (+24% YoY) และกำไรต่อหุ้น (EPS) พุ่งขึ้นถึง 294% YoY ปัจจัยหนุนหลักมาจากธุรกิจ Cloud ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้บริษัทปรับเพิ่มเป้าหมายงบลงทุน (CAPEX) ซึ่งจะเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่ม AI Infrastructure ทั่วโลก

ในทางกลับกัน TESLA (TSLA US) แม้จะมีรายได้รวม 2.82 หมื่นล้านดอลลาร์ (+26% YoY) และยอดขายรถยนต์ EV ฟื้นตัวแตะ 4.8 แสนคัน แต่กำไรต่อหุ้นกลับหดตัว 18% YoY สาเหตุหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ร่วงลงเหลือเพียง 16.8% จากการแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือดในตลาดจีน

EPS หุ้นไทยพุ่งอันดับ 2 โลก ชูกลยุทธ์สู้ 3 สงคราม

สำหรับปัจจัยในประเทศ ฝ่ายวิจัยประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ของบริษัทจดทะเบียนจะอยู่ที่ 2.93 แสนล้านบาท ซึ่งแม้จะลดลงจากฐานที่สูงในปีที่แล้ว แต่ก็มีหลายอุตสาหกรรมที่เติบโตโดดเด่น เช่น ปิโตรเคมี, บรรจุภัณฑ์ (PKG), เกษตร (AGRI), ICT และการท่องเที่ยว สิ่งที่น่าสนใจคือ นับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2569 เป็นต้นมา ประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS Revision) ของตลาดหุ้นไทย (SET) ถูกปรับเพิ่มขึ้นถึง 3.8% ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองเพียงดัชนี Dow Jones

ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส จึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนเพื่อรับมือความผันผวน โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่รอดพ้นและได้ประโยชน์ โดยแบ่งการลงทุนเป็น 2 ธีมหลัก ได้แก่

  1. หุ้นที่คาดว่ากำไรเติบโตทั้ง QoQ และ YoY: แนะนำ IVL, PTTGC, BCP, TRUE, SCGP, DOHOME, PTTEP, ADVICE, SC, ADVANC, PTT และ MASTER

  2. หุ้นที่กำไรยังเติบโตแต่ราคา Laggard: แนะนำ BCPG, AMATA, DELTA และ CRC

ทั้งนี้ ได้กำหนดให้หุ้น DELTA, BDMS และ CPALL เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวัน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความปลอดภัยจากภาวะสงครามและไม่มีคะแนนผลกระทบติดลบ นอกจากนี้ยังแนะนำหุ้นต่างประเทศผ่าน Global Gem ได้แก่ DR: MICRON01 รับแนวโน้มความต้องการชิป และ DR: OIL03 เพื่อรับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น