รัฐบาลเดินหน้าเคลียร์ปมข้อสงสัยโครงการอภิมหาโปรเจกต์ “แลนด์บริดจ์” กะเทาะเปลือกธุรกิจเติมน้ำมันเรือ (Bunkering) ชี้ชัดตัวเลข 5 หมื่นล้านคือ “เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ” ไม่ใช่กำไรสุทธิตามที่ถูกตีความคลาดเคลื่อน พร้อมกางศักยภาพอุตสาหกรรมพลังงานไทย ดันโมเดลร่วมทุนรัฐ-เอกชน (PPP) ลดความเสี่ยงด้านงบประมาณ ขณะที่ “อนุทิน” เตรียมชงเรื่องเข้า ครม. หวังสร้างอธิปไตยด้านโลจิสติกส์และดึงความมั่งคั่งเข้าประเทศ
จากกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่าของโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเฉพาะในส่วนของรายได้จากธุรกิจบริการเติมน้ำมันเรือ (Bunkering) ล่าสุด รัฐบาลได้ออกมาชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจใหม่ในมิติของเศรษฐศาสตร์และการลงทุนระดับสากล โดยมีประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจที่น่าจับตา ดังนี้
ถอดรหัส 5 หมื่นล้าน “กระแสเงินสดหมุนเวียน” ไม่ใช่ “กำไรสุทธิ”
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ไขข้อข้องใจถึงตัวเลข 50,000 ล้านบาท ว่าตามหลักการทางธุรกิจ ตัวเลขดังกล่าวคือ “รายได้หมุนเวียน” ที่จะเกิดจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง ไม่ใช่กำไรสุทธิที่จะตกเข้ากระเป๋าของรัฐหรือเอกชนโดยตรง การนำตัวเลขรายได้ไปตีความว่าเป็นกำไร ถือเป็นการประเมินที่คลาดเคลื่อนและอาจส่งผลต่อความเข้าใจในโครงสร้างรายได้ของโครงการ
กางต้นทุนเดิม ไทยมีศักยภาพพร้อมลุยโมเดล Trading Hub
เพื่อตอบโต้ข้อสงสัยที่ว่าไทยไม่มีศักยภาพ รัฐบาลชี้ให้เห็นถึงปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ปัจจุบันไทยมีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่หลายแห่งที่มีกำลังการผลิตเกินดุลความต้องการในประเทศ จนก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปในภูมิภาค ดังนั้น การต่อยอดสู่ธุรกิจ Bunkering จึงไม่ใช่การเริ่มต้นจากศูนย์ แต่เป็นการใช้ความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันไทยสู่การเป็นจุดศูนย์กลางทางยุทธศาสตร์การเดินเรือ (Trading Hub) ซึ่งเน้นทำกำไรจาก “ปริมาณการซื้อขาย (Volume)” และ “เครือข่ายโลจิสติกส์” ตามมาตรฐานตลาดโลก
ใช้กลไก PPP รัฐคุมเกม เอกชนรับความเสี่ยง
เพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง รัฐบาลได้วางโครงสร้างการลงทุนในรูปแบบรัฐร่วมเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) โดยรัฐจะเป็นผู้วางผังยุทธศาสตร์และกำหนดทิศทาง ขณะที่ภาคเอกชนจะเป็นผู้แบกรับการลงทุนในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น คลังน้ำมันและระบบบริการ ซึ่งกลไกนี้จะช่วยลดภาระงบประมาณแผ่นดิน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านประสิทธิภาพของภาคเอกชน
ทั้งนี้ รัฐบาลยังฝากข้อคิดเตือนใจว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลจากการคัดค้านที่อิงข้อมูลไม่ครบถ้วน รัฐบาลจึงเปิดรับการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน แต่ขอให้อยู่บนพื้นฐานของอยู่บนข้อเท็จจริง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า


