NCAP รับข่าวดี ทริสเรทติ้งปรับแนวโน้มขึ้นเป็น “Positive” และคงอันดับเครดิต “BBB-” สะท้อนการบริหารจัดการ การเติบโตของธุรกิจ และ ฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง พร้อมประเมินพอร์ตสินเชื่อขยายตัวต่อเนื่อง
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท เน็คซ์ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “BBB-” และปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทเป็น “Positive” (บวก) จาก “Stable” (คงที่) การปรับแนวโน้มอันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนถึงการเติบโตของพอร์ตสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น คุณภาพสินทรัพย์ ฐานะการเงิน ตลอดจนโครงสร้างเงินทุนที่อยู่ในระดับแข็งแกร่ง
ขยายพอร์ตสินเชื่อสม่ำเสมอ เพิ่มส่วนแบ่งการตลาดต่อเนื่อง
โดย NCAP สามารถสร้างความสำเร็จในการขยายพอร์ตสินเชื่อได้อย่างสม่ำเสมอ แม้ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมีพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์มูลค่า 1.05 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทริสเรทติ้งมองว่า ในระยะปานกลาง บริษัทมีศักยภาพเติบโตได้สูงกว่าการเติบโตของตลาด และสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดได้อย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยสนับสนุนหลัก ดังนี้
-
การเป็นที่รู้จักของแบรนด์
-
เครือข่ายตัวแทนจำหน่ายที่แข็งแกร่ง
-
มาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่รอบคอบ
ส่งผลให้คุณภาพลูกหนี้มีคุณภาพดี และระดับค่าใช้จ่ายด้านเครดิตลดลงต่อเนื่องอยู่ในระดับที่ควบคุมได้
ฐานะการเงินปึ้ก สภาพคล่องสูง ต้นทุนลด
ด้านฐานะการเงิน ทริสเรทติ้งประเมินว่า NCAP มีฐานทุนแข็งแกร่งและจะรักษาได้อย่างต่อเนื่อง สถานะแหล่งเงินทุนและสภาพคล่องอยู่ในระดับที่เพียงพอโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความสัมพันธ์ที่บริษัทมีกับสถาบันการเงินหลากหลายแห่งและสัดส่วนแหล่งเงินทุนระยะยาวที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้น จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่ดีขึ้น และการลดลงอย่างต่อเนื่องของค่าใช้จ่ายด้านเครดิต
แนวโน้มในระยะข้างหน้า ทริสเรทติ้งคาดว่า NCAP จะยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่าสินเชื่อคงค้างจะขยายตัว 8%-10% ต่อปี และมีโอกาสเพิ่มเป็นประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท พร้อมรักษาฐานทุน คุณภาพสินทรัพย์ และความสามารถในการทำกำไรให้อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับสมมติฐานพื้นฐานของ ทริสเรทติ้ง
การที่ทริสเรทติ้งปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของ NCAP เป็น ‘Positive’ ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงพัฒนาการของบริษัท ทั้งด้านการเติบโตของธุรกิจ ความแข็งแกร่งทางการเงิน และการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวน พร้อมสร้างคุณค่าและผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนในระยะยาว

