ผู้ผลิตเหล็กเส้นชั้นนำ “ไทยสตีลโปรไฟล์” ประกาศหนุนมติ มอก. ยกระดับมาตรฐานเหล็ก ชี้เสถียรภาพวัตถุดิบคือหัวใจสำคัญ เผย 3 ผลลัพธ์เชิงบวกช่วยยกระดับกระบวนการผลิต สร้างความมั่นใจให้วิศวกรและผู้บริโภค พร้อมลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างธุรกิจของผู้นำเข้าบิลเล็ต
ท่ามกลางมุมมองที่หลากหลายเกี่ยวกับแนวทางการกำกับดูแลเทคโนโลยีการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้าง บริษัทไทยสตีลโปรไฟล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการโรงงานรีดเหล็กเส้นระดับแนวหน้าของไทย ซึ่งดำเนินธุรกิจในฐานะผู้นำเข้าและเลือกใช้วัตถุดิบเหล็กบิลเล็ต (Billet) มาทำการรีดเพื่อจำหน่าย ทั้งในประเทศและส่งออกไปประเทศอุตสาหกรรมชั้นน้ำอย่างกลุ่ม G7 ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในฐานะข้อต่อสำคัญ ที่จะส่งมอบเหล็กสู่ภาคก่อสร้างโดยตรง
เสถียรภาพของวัตถุดิบคือหัวใจของโครงสร้าง
นายวิชิต รัตนศิริวิไล กรรมการผู้จัดการ บมจ.ไทยสตีลโปรไฟล์ เปิดเผยว่า ในฐานะผู้ประกอบการภาคปฏิบัติมองว่าเสถียรภาพของวัตถุดิบคือหัวใจของโครงสร้าง โดยทั่วไปโรงงานรีดเหล็กสามารถเลือกซื้อ Billet ได้จากหลากหลายกระบวนการหลอม ทั้ง Blast Furnace (BF), Electric Arc Furnace (EAF) หรือ Induction Furnace (IF) แต่ในเชิงปฏิบัติ เพื่อการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นเลิศและสม่ำเสมอ ทางบริษัทมักเลือกใช้ Billet จากระบบ BF หรือ EAF เป็นหลัก เนื่องจากให้ส่วนผสมทางเคมีที่มีความเสถียรและสม่ำเสมอเป็นอย่างมาก ส่งผลให้เนื้อเหล็กเส้นหลังผ่านกระบวนการรีดแล้วจึงมีความสมบูรณ์และได้มาตรฐานตามที่ มอก.กำหนดในทุกมิติ
“จากประสบการณ์ที่หน้างานเราเคยนำ Billet จากระบบ IF มาทดลองใช้ซึ่งพบว่าต้องเพิ่มความเข้มงวดและระมัดระวังเกี่ยวกับความสม่ำเสมอของเนื้อเหล็กเป็นพิเศษ ดังนั้นการที่มติ กมอ.กำหนดแนวทางใช้เหล็กที่ผลิตผ่านกระบวนการ BOF และ EAF รวมถึงกำหนดให้มีขั้นตอนการปรุงน้ำเหล็ก (Secondary Refining) จึงถือเป็นทิศทางที่ชัดเจนและน่ายกย่องอย่างยิ่งในการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มข้นให้กับอุตสาหกรรม”
3 ผลลัพธ์เชิงบวก มิติใหม่แห่งการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม
จากข้อมูลของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) พบว่า ปัจจุบันมีผู้ได้รับใบอนุญาต มอก. เหล็กเส้นเสริมคอนกรีตกว่า 16 บริษัทที่ไม่มีเตาหลอมของตนเอง และขับเคลื่อนตลาดด้วยการนำเข้า Billet มารีด โดยในปี 2568 มีปริมาณการนำเข้ารวมกันกว่า 1.6 ล้านตัน
สำหรับผลลัพธ์เชิงบวก ซึ่งถือเป็นมิติใหม่กับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและส่วนรวม ประกอบด้วย
-
ยกระดับกระบวนการผลิตและเพิ่มความโปร่งใส การกำหนดเกณฑ์ด้านเทคโนโลยีหลอมและขั้นตอนการปรุงน้ำเหล็กที่ชัดเจนจะช่วยให้อุตสาหกรรมเหล็กเส้นมีแนวปฏิบัติที่เป็นระบบควบคุมการผลิตให้มีเสถียรภาพและเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์เหล็กในประเทศ
-
สร้างความมั่นใจให้วิศวกรและผู้บริโภค ช่วยให้วิศวกรและผู้รับเหมาหน้างานทำงานได้อย่างราบรื่น ลดความเสี่ยงจากปัญหาทางเทคนิค เช่น เหล็กหักระหว่างดัดหรือทดสอบแรงดึงไม่ผ่านขณะเดียวกันผู้บริโภคและเจ้าของอาคารก็มั่นใจได้เต็มที่ว่าโครงสร้างของสิ่งปลูกสร้างมีความแข็งแรงมั่นคงและปลอดภัยในระยะยาวโดยไม่ต้องกังวลกับรายละเอียดทางเทคนิคเชิงลึก
-
ลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างธุรกิจของผู้นำเข้าบิลเล็ต การมีข้อกำหนดที่ชัดเจนช่วยให้โรงงานรีดเหล็กจัดซื้อวัตถุดิบได้อย่างแม่นยำไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการนำวัตถุดิบที่ควบคุมคุณภาพยากมาใช้งาน ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อพิพาทด้านมาตรฐานภายหลัง การดำเนินงานบนเกณฑ์มาตรฐานที่สูงและชัดเจนจึงส่งผลดีต่อความมั่นคงและโปร่งใสของธุรกิจในระยะยาว
“การปรับเปลี่ยน มอก. ใหม่ในครั้งนี้ อาจส่งผลให้ผู้ผลิตและโรงงานรีดเหล็กต้องเพิ่มความละเอียดถี่ถ้วนในกระบวนการตรวจสอบวัตถุดิบมากขึ้นแต่นี่คือแนวทางที่คุ้มค่าเมื่อแลกกับความปลอดภัยสาธารณะและเสถียรภาพของระบบโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กไทยให้พัฒนาสอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล ในฐานะพันธมิตรหนึ่งของภาคอุตสาหกรรม เราพร้อมเดินหน้าและสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานใหม่นี้อย่างเต็มกำลังเพื่อร่วมสร้างอนาคตภาคการก่อสร้างไทยที่แข็งแกร่งปลอดภัยและเติบโตอย่างยั่งยืน “นายวิชิต กล่าว

