บล.เกียรตินาคินภัทร (KKPS) เผยกระแสเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยช่วงต้นเดือน ก.ค. 2569 ทะลุ 2.6 หมื่นล้านบาท ดันดัชนี SET พุ่งแรง หนุนหุ้นกลุ่ม Value อย่างธนาคารและโรงพยาบาลโดดเด่น ชี้โอกาส Re-rating สูง ยก KTB และ KBANK เป็นหุ้นเด่นน่าสะสม
ต่างชาติหวนคืนตลาดหุ้นไทย ดันดัชนีพุ่งรับเงินทุน 2.6 หมื่นล้าน
ช่วงสัปดาห์แรกของเดือน ก.ค. 2569 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิ 2.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 20 สัปดาห์ และใกล้เคียงกับระดับหลังการเลือกตั้งที่ 3.2 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวขึ้น 4.5% ขณะที่ SET ไม่รวมบริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (DELTA) เพิ่มขึ้น 4.7% โดยกลุ่มที่นำตลาด ได้แก่
ธนาคาร (+7.6%)
สินค้าอุปโภคบริโภค (+6%)
สาธารณูปโภค (+4%)
กลุ่มธนาคารและโรงพยาบาลไทยได้เปรียบจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่หมุนกลับเข้าตลาดหุ้น กระแสเงินที่เข้าตลาดหุ้นไทยในวงกว้างสะท้อนว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาส่วนใหญ่น่าจะเป็นเงินจากกองทุน Active Long-only Funds ซึ่งมักเลือกลงทุนในหุ้นพื้นฐานเหมาะสม (Value) มากกว่าเม็ดเงินจากกองทุนเชิงปริมาณ (Quant Funds) หรือกองทุนดัชนี (Passive Funds) ที่มักจะลงทุนในหุ้นกลุ่ม Momentum และสอดคล้องกับการเทขายหุ้นเทคโนโลยีในเอเชีย
KKPS คาดหุ้น Value รับอานิสงส์ ไทยยืนหนึ่งเป้าหมายลงทุน
บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) (KKPS) คาดว่าเงินทุนจากกองทุน Active จะยังคงให้น้ำหนักกับหุ้น Value เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับแบบจำลองเชิงปริมาณ (Quant Model) ของแบงก์ออฟอเมริกา (BofA) ที่ชี้ว่า หุ้น Value มักให้ผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงเดือนกรกฎาคม
ในระดับภูมิภาค ประเทศไทยถือว่าอยู่ในตำแหน่งที่ได้ประโยชน์จากการหมุนเวียนเงินทุนดังกล่าว โดยแบบจำลอง BofA Asia ex-Japan Quant Strategy Fifty ซึ่งคัดเลือกหุ้น 50 ตัวที่มีความน่าสนใจที่สุดเมื่อเทียบกับดัชนี MSCI Asia ex-Japan จากมุมมองเศรษฐกิจมหภาค การวิเคราะห์รายบริษัท ปัจจัยด้านสไตล์การลงทุน และมูลค่าหุ้น พบว่า ประเทศไทยได้รับการให้น้ำหนักการลงทุนสูงเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค
เจาะ 3 เหตุผล กลุ่มธนาคารคือเป้าหมายแรกของต่างชาติ
KKPS มองว่า กลุ่มธนาคาร จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับประโยชน์จากการหมุนเวียนเงินลงทุนในภูมิภาค ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
หุ้นธนาคารในฐานะหุ้น Value และ Defensive มักให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้น Growth หรือหุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย ในภาวะที่เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve) แบนลงจากการที่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับลดลง (Bear Flattening)
ในมุมมองนักลงทุนต่างชาติหุ้นธนาคารเป็นตัวแทนของเศรษฐกิจไทย ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวแบบ K-shaped โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการลงทุนภาคเอกชน
อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูง เปิดโอกาสให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้อีก โดยหากส่วนต่าง Dividend Yield ลดลง 1-2% อาจสร้าง Upside ได้สูงถึงประมาณ 30%
มุมมองบวกสถาบันการเงิน ชี้โอกาส Re-rating สูงลิ่ว
นางสาวสรัชดา ศรทรง นักวิเคราะห์กลุ่มสถาบันการเงินของ KKPS มองว่าปัจจุบัน กลุ่มธนาคารไทยซื้อขายที่อัตราส่วนทางการเงินเทียบกับราคาตลาดของหุ้น (PBV) ปี 2569 เพียง 0.94 เท่า พร้อมให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยสูงถึง 5.9% ซึ่งยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ แม้อัพไซด์เมื่อเทียบกับราคาเป้าหมายปี 2569 จะเริ่มจำกัด แต่ KKPS ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มนี้ โดยคาดว่า ไตรมาส 2 ปีนี้ จะเป็นจุดต่ำสุดของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) รายได้ค่าธรรมเนียมยังมีโอกาสเติบโตดีกว่าคาด คุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ การเติบโตของสินเชื่อจะทยอยฟื้นตัว และการควบคุมต้นทุนยังช่วยสนับสนุนการเติบโตของกำไร
สำหรับปี 2570 คาดว่าการฟื้นตัวของสินเชื่อจะดำเนินต่อไปโดยไม่มีแรงกดดันเพิ่มเติมจาก NIM ขณะที่โครงสร้างต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จะช่วยให้แม้รายได้เติบโตเพียงเล็กน้อย ก็สามารถผลักดันกำไรให้เติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การบริหารเงินทุนเชิงรุก เช่น การจ่ายเงินปันผล การซื้อหุ้นคืน และเงินปันผลพิเศษ จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนราคาหุ้น
เมื่อเปรียบเทียบกับ กลุ่มธนาคารสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน แม้ว่าธนาคารสิงคโปร์จะมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) สูงกว่า แต่ก็สะท้อนอยู่ในมูลค่าหุ้นที่ซื้อขายมากกว่า 2.0 เท่า PBV และมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลต่ำกว่า 5% ในทางกลับกัน ธนาคารไทยยังซื้อขายที่ส่วนลดอย่างมีนัยสำคัญ แม้แนวโน้มกำไรจะมีความชัดเจนมากขึ้น จึงยังมีโอกาสในการ Re-rating สูงกว่า หากประเมินด้วยสมมติฐานว่านักลงทุนต้องการอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ 5% เงินปันผลที่ KKPS คาดการณ์ไว้บ่งชี้ว่าราคาหุ้นมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก 11%-38% จากระดับราคาเป้าหมายปัจจุบัน
KKPS ยังคงเลือก ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) และ ธนาคารกสิกร จำกัด (มหาชน) (KBANK) เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม ขณะที่การปรับตัวขึ้นของหุ้นธนาคารอื่น ๆ ที่ไม่โดดเด่นเท่า เช่น ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) และ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) (TISCO) สะท้อนให้เห็นว่าการปรับมูลค่า (Sector Re-rating) ของกลุ่มธนาคารกำลังขยายตัวในวงกว้าง


