ธนาคารยูโอบี เปิดเผยผลสำรวจ UOB Business Outlook Study 2026 สะท้อนภาพเอสเอ็มอีไทยกว่า 70% เร่งนำเทคโนโลยี AI มาใช้ฝ่าวิกฤตต้นทุนพุ่ง ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค พร้อมกางแผนขยายธุรกิจเจาะตลาดอาเซียนภายใน 2-3 ปี หวังกระจายความเสี่ยงและเสริมแกร่งซัพพลายเชนระยะยาว
ผลสำรวจ UOB Business Outlook Study สำหรับครึ่งปีแรกของปี 2026 ในประเทศไทย ระบุว่า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยกำลังปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่เพื่อรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค ปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเซียนเพื่อกระจายความเสี่ยง
เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก ธนาคารยูโอบีได้ปรับการจัดทำผลสำรวจเป็นปีละ 2 ครั้ง นับเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปีของการจัดทำ UOB Business Outlook Study เพื่อให้สามารถติดตามและสะท้อนภาวะเศรษฐกิจ ตลอดจนสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อภาคธุรกิจได้อย่างทันท่วงทีมากขึ้น ผลสำรวจฉบับครึ่งปีแรกนี้รวบรวมความคิดเห็นจากเจ้าของธุรกิจและผู้มีอำนาจในการตัดสินใจระดับสูงจำนวน 265 ราย จากหลากหลายอุตสาหกรรมสำคัญทั่วประเทศ
เอสเอ็มอีไทยก้าวนำภูมิภาคด้านเทคโนโลยีและ AI
หนึ่งในสัญญาณสำคัญคือ เอสเอ็มอีไทยกว่า 7 ใน 10 ที่ตอบแบบสำรวจ ระบุว่ากำลังนำ AI มาใช้ในธุรกิจ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค ขณะที่กว่า 8 ใน 10 ได้นำโซลูชันดิจิทัลมาใช้แล้ว สะท้อนว่าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริม แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจ ทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เร่งการตัดสินใจ และเสริมความสามารถในการแข่งขัน โดยในกลุ่มธุรกิจที่นำ AI มาใช้พบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
-
ร้อยละ 58 ระบุว่าสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานได้
-
ร้อยละ 44 รายงานว่าประสิทธิภาพการดำเนินงานเพิ่มขึ้น
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังสร้างคุณค่าทางธุรกิจที่สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม
แบกรับแรงกดดันด้านต้นทุน แต่มุ่งเน้นความสามารถระยะยาว
ต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้นยังคงเป็นความกังวลอันดับหนึ่งของเอสเอ็มอีไทยที่เข้าร่วมการสำรวจ รองลงมาคือความไม่แน่นอนของตลาดอาเซียนและตลาดเกรทเทอร์ไชน่า อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แรงกดดันดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างชัดเจนเป็นพิเศษในภาคธุรกิจที่มีต้นทุนการดำเนินงานสูงและห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน เช่น ภาคการผลิต การก่อสร้าง และสินค้าอุปโภคบริโภค
แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันเหล่านี้ แต่ธุรกิจยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว มากกว่าการปรับลดค่าใช้จ่ายในระยะสั้น โดยมีเป้าหมายที่ได้รับความสำคัญสูงสุดในช่วง 1–3 ปีข้างหน้า ประกอบด้วย
-
การให้ความสำคัญกับ ESG (ร้อยละ 37)
-
การเพิ่มฐานลูกค้า (ร้อยละ 33)
-
การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (ร้อยละ 27)
-
การลดต้นทุน (ร้อยละ 25)
นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ธุรกิจไทยกำลังดำเนินงานท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งแรงกดดันด้านต้นทุน การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายชั่วคราวอีกต่อไป สิ่งที่เห็นชัดคือการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของผู้ประกอบการ ธุรกิจกำลังสร้างความสามารถในการปรับตัวให้เป็นส่วนหนึ่งของวิธีดำเนินงาน ตั้งแต่การลงทุน การบริหารห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงแผนการขยายตลาด อาเซียนจึงไม่ได้เป็นเพียงตลาดเพื่อการเติบโต แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ”
ปรับโครงสร้างซัพพลายเชน กระจายความเสี่ยงสู่อาเซียน
ในด้านซัพพลายเชน เอสเอ็มอีไทยที่เข้าร่วมการสำรวจกว่า 9 ใน 10 ราย ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานเป็นอันดับต้น ๆ โดยวางแผนดำเนินการดังนี้
-
ร้อยละ 78 วางแผนกระจายฐานซัพพลายเออร์
-
ร้อยละ 53 เตรียมขยายฐานการผลิตภายในภูมิภาคอาเซียน
-
ประมาณ 1 ใน 3 กำลังเร่งดำเนินกลยุทธ์ “China Plus One” ด้วยการย้ายฐานการผลิตบางส่วนไปยังตลาดทางเลือก เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาฐานการผลิตที่กระจุกตัว
อย่างไรก็ดี การปรับโครงสร้างซัพพลายเชนยังมีข้อจำกัด ทั้งความซับซ้อนด้านกฎระเบียบ ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น และขีดความสามารถของซัพพลายเออร์ในประเทศ ทำให้การเปลี่ยนผ่านจำเป็นต้องดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจีนยังคงมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค
ผลสำรวจยังพบว่า เอสเอ็มอีไทยกว่า 8 ใน 10 ราย วางแผนขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศในช่วง 2–3 ปีข้างหน้า โดยอาเซียนเป็นจุดหมายหลัก สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย ถูกระบุว่าเป็นตลาดสำคัญ จากศักยภาพการเติบโตและบทบาทในการช่วยกระจายห่วงโซ่อุปทาน แม้การเติบโตของรายได้ยังเป็นแรงผลักดันหลัก แต่การขยายธุรกิจในอาเซียนกำลังมีความหมายมากขึ้นในเชิงบริหารความเสี่ยง ธุรกิจจำนวนมากมองภูมิภาคนี้เป็นทั้งตลาดใหม่ ฐานการผลิตทางเลือก และช่องทางลดการกระจุกตัวของซัพพลายเชนในระยะยาว
หนุนประสิทธิภาพพลังงาน ขับเคลื่อนความยั่งยืน
ในมิติความยั่งยืน เอสเอ็มอีไทย 9 ใน 10 ตระหนักถึงคุณค่าของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และร้อยละ 94 ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน แม้แรงกดดันด้านต้นทุนจะทำให้หลายธุรกิจต้องเลือกลงทุนในมาตรการที่ให้ผลลัพธ์ชัดเจนก่อน เช่น การลดการใช้พลังงาน การใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อบริหารพลังงาน การติดตั้งระบบโซลาร์ และการเปลี่ยนมาใช้หลอด LED แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า ความยั่งยืนของเอสเอ็มอีในระยะต่อไปจะไม่ถูกขับเคลื่อนด้วยภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเชื่อมโยงกับประสิทธิภาพ ต้นทุน และผลตอบแทนทางธุรกิจที่วัดผลได้
นางวีระอนงค์ กล่าวเสริมว่า “ธุรกิจที่สามารถปรับตัวด้านห่วงโซ่อุปทาน นำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะมีความพร้อมมากกว่าในการแข่งขันภายใต้เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน”
ยูโอบีพร้อมสนับสนุนธุรกิจ ผ่านเครือข่ายในอาเซียน ความเข้าใจตลาดในภูมิภาค ความเชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และโซลูชันทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้รอบด้านขึ้น เพื่อก้าวผ่านความผันผวนและคว้าโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืน
ผลการสำรวจ UOB Business Outlook Study สำหรับครึ่งปีแรกของปี 2026 ในประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาระดับภูมิภาคของธนาคารยูโอบี เกี่ยวกับความเชื่อมั่นทางธุรกิจและแนวทางสำคัญของภาคธุรกิจทั่วภูมิภาคอาเซียนและเกรทเทอร์ไชน่า ดูรายงานฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ของธนาคาร

