WHA Group ผงาดระดับภูมิภาค! ทะยานติดทำเนียบ “Fortune Southeast Asia 500” ปี 2026 โกยกำไรทุบสถิติ 4 ปีซ้อน

ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA Group) ประกาศศักดาบนเวทีสากล พุ่งทะยานติดโผบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “Fortune Southeast Asia 500 ประจำปี 2026” โชว์ความแข็งแกร่งด้วยกำไรปกติปี 2025 ทะลุ 5,261 ล้านบาท ทุบสถิติ New Record High ติดต่อกันเป็นปีที่ 4

โชว์ผลงานแกร่ง ทุบสถิติ New Record High 4 ปีซ้อน

การจัดอันดับในทำเนียบ Fortune Southeast Asia 500 ในปีนี้ พิจารณาจากเกณฑ์รายได้รวมขั้นต่ำของบริษัทชั้นนำจาก 7 ประเทศในภูมิภาค ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และกัมพูชา

สำหรับผลประกอบการในปีงบประมาณ 2025 ที่ผ่านมา WHA Group สามารถสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติสูงถึง 18,108 ล้านบาท พร้อมทำกำไรปกติอยู่ที่ 5,261 ล้านบาท เติบโตขึ้น 16% สร้าง New Record High ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ซึ่งเป็นผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมจากการขับเคลื่อน 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่

  • โลจิสติกส์

  • นิคมอุตสาหกรรม

  • สาธารณูปโภคและพลังงาน

  • ดิจิทัล

  • โมบิลิตี้ ภายใต้แบรนด์ Mobilix โซลูชันระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ครบวงจร

ยกระดับองค์กรสู่ Intelligent Enterprise รับเมกะเทรนด์โลก

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “การได้รับการยอมรับและจัดอันดับให้อยู่ในทำเนียบ Fortune Southeast Asia 500 ในปีนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความน่าเชื่อถือ ความมั่นคงทางการเงิน และทิศทางกลยุทธ์ที่ถูกต้องขององค์กรในการขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค ภายใต้ความมุ่งมั่น ‘WHA: SHAPE THE FUTURE FOR THAILAND’ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ อุตสาหกรรม และการลงทุนสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) พร้อมยกระดับองค์กรสู่ Intelligent Enterprise ผ่านงบลงทุนรวมกว่า 16,500 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน”

การก้าวเข้าสู่ทำเนียบระดับภูมิภาคของ WHA Group ในครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนสิ่งยืนยันที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงที่ดี ให้แก่องค์กรในระดับสากล พร้อมตอกย้ำความพร้อมในการรองรับเมกะเทรนด์โลก (Global Megatrends) โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิตของกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมายังภูมิภาคนี้ต่อไป