เอเซีย พลัส ชี้ “ทรัมป์” เบรกสงครามอิหร่าน ดันหุ้นโลกฟื้น-น้ำมันร่วง 8% จับตากองทุน “TISA” กู้วิกฤต GDP ไทย ชู THAI-CPN-ADVANC นำทัพ

บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางตลาดฟื้นตัวรับข่าว “ทรัมป์” เลิกลุยอิหร่าน ฉุดราคาน้ำมันดิ่งเกือบ 8% ขณะที่ในประเทศจับตา WORLD BANK หั่นเป้า GDP บีบรัฐ-เอกชนเร่งคลอดกองทุน “TISA” ไตรมาส 3 เปิดกลยุทธ์ช้อนหุ้นปันผลสูง-ESG ระดับ AAA พร้อมเคาะ THAI, CPN และ ADVANC เป็นหุ้นเด่นประจำวัน

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า การยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านด้วยวิธีทางการทูตกลับมามีความหวังมากขึ้น หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ “ทรัมป์” ประกาศยกเลิกการโจมตีอิหร่านและส่งสัญญาณว่าข้อตกลง (“Deal”) ใกล้ลงตัว

ปัจจัยนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT ร่วงลง 2.9% แตะ 90.38 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และย่อตัวลงแรงเกือบ 8% ในช่วงข้ามคืน ซึ่งเป็น Sentiment เชิงบวกหนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดีดตัวขึ้นราว 1.8% – 2.5% รวมถึงทำให้หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและสายการบินต่างประเทศพลิกกลับมาทะยานขึ้นแรงถึง 5% – 11%

เงินเฟ้อพุ่งบีบแบงก์ชาติขยับดอกเบี้ย จับตา IPO หุ้น SPCX

อย่างไรก็ตาม ผลพวงจากราคาน้ำมันที่ยังคงยืนในระดับสูงก่อนหน้านี้ ทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อดีดตัวขึ้นรวดเร็ว ส่งผลให้ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มเปลี่ยนทิศทางดอกเบี้ย

  • ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยจาก 2.0% เป็น 2.25% ตามคาด พร้อมทั้งปรับลดคาดการณ์ GDP ของยุโรปในปีนี้ลงเหลือ 0.8%

  • สัปดาห์หน้าตลาดรอจับตาการประชุม 3 ธนาคารกลางสำคัญ ได้แก่ BOJ คาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1.0% ส่วน BOE และ FED คาดว่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75%

  • รอดูถ้อยแถลงครั้งแรก ของประธาน FED คนใหม่ (Kevin Warsh)

นอกจากนี้ ตลาดยังต้องจับตาการเข้าซื้อขายหุ้น IPO ของบริษัท SPCX ในวันนี้ ว่าจะดึงสภาพคล่องออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเดิม หรือจะเป็นตัวจุดกระแส FOMO ให้ตลาดคึกคักขึ้นอีกรอบ

WORLD BANK หั่น GDP ไทย รัฐผนึกเอกชนจ่อคลอดกองทุน “TISA”

สำหรับปัจจัยในประเทศ ธนาคารโลก (WORLD BANK) ได้ประกาศปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 – 2570 ลงเหลือเพียง 1.7% และ 2.1% ตามลำดับ จากประมาณการเดิมที่ 1.8% และ 2.5% เนื่องจากผลกระทบของสงครามและภาวะเศรษฐกิจโลกที่เติบโตต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิด-19

เพื่อเป็นการรับมือกับความผันผวนและสภาวะเติบโตต่ำ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) จึงได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อเร่งผลักดันการจัดตั้งโครงการ “TISA” ซึ่งจะเป็นกองทุนส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวแบบถาวร โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ซึ่งจะเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการช่วยระดมทุนเพื่อขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ

กลยุทธ์การลงทุน ดักเม็ดเงิน TISA ชูหุ้นปันผลสูง-ESG ระดับ AAA

บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์การลงทุนเพื่อรับมือความผันผวนและดักเม็ดเงินจากโครงการ “TISA” โดยเน้นเลือกลงทุนใน “หุ้นที่มีอัตราการจ่ายปันผลสูง (High Dividend Yield) ควบคู่กับหุ้นที่มี SET ESG Rating ระดับ AAA” ได้แก่

  • หุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มธนาคาร พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ และค้าปลีก เช่น SCB, KBANK, BBL, KTB, TISCO, PTT, RATCH, LH, HMPRO และ CPF

พร้อมกันนี้ ยังแนะนำให้เข้าเก็งกำไรในหุ้นที่ได้อานิสงส์จากสงครามผ่อนคลาย (กลุ่มท่องเที่ยวและการบิน) ได้แก่ AOT, CENTEL, ERW, BA และ THAI โดยกำหนดให้หุ้น THAI, CPN และ ADVANC เป็นหุ้นเด่น (“Prime Picks”) ประจำวัน

(ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม แนะนำเก็งกำไรใน DR HIMS03 ซึ่งอ้างอิงหุ้น HIMS & HERS แพลตฟอร์มขายยาและพบแพทย์ออนไลน์ในสหรัฐฯ ที่กำลังเติบโตและมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 51% พร้อมแผนขยายธุรกิจเจาะตลาดแคนาดา ยุโรป และญี่ปุ่น สำหรับหุ้นแนะนำในพอร์ต Global Gem ประจำวันคือ EXPE06 และ NIKE80)