ผวา CDS โลกพุ่ง-ต่างชาติทิ้งบอนด์ไทยหมื่นล้าน! เอเซีย พลัส สั่งปรับพอร์ต “Rotate 3 to 3” หลบหุ้นร้อนซบ High Yield ชู BLA-CENTEL-BH

ตลาดทุนโลกสั่นสะเทือน! บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางหลังสงครามยืดเยื้อดันเงินเฟ้อสหรัฐฯ เสี่ยงพุ่งแตะ 4.2% จับตาความเสี่ยง CDS พุ่งฉุดต่างชาติเทขายตราสารหนี้ไทยทะลุหมื่นล้านบาท คาด กนง. ตรึงดอกเบี้ยยาวสู้บาทอ่อน พร้อมแนะกลยุทธ์ “Rotate 3 to 3” ย้ายหลบความผันผวน ชูหุ้นเด่น BLA, CENTEL และ BH

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า ราคาน้ำมันดิบ BRENT ปรับตัวร่วงลงจาก 98 ดอลลาร์สหรัฐ ลดลงเหลือ 94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากที่อิหร่านและอิสราเอลตกลงที่จะลดระดับการโจมตีต่อกัน ประกอบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาเรียกร้องให้ลดความตึงเครียดเพื่อไม่ให้การเจรจาสันติภาพล้มเหลว

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือน ยังคงทิ้งผลกระทบเรื่องเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นแบบฉับพลัน โดยในวันพรุ่งนี้ (10 มิ.ย.) ตลาดรอติดตามการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือน พ.ค. 2026 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะพุ่งทำจุดสูงสุดในรอบปีที่ระดับ +4.2% YoY นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) 10 ปี ของกลุ่มประเทศ G7 ยังปรับตัวพุ่งแรงราว 34 – 60 bps. นับตั้งแต่เริ่มเกิดสงคราม สะท้อนให้เห็นถึงการปรับคาดการณ์ดอกเบี้ยโลกที่อาจเสี่ยงกดดันสภาพคล่องในระยะถัดไป

ความเสี่ยง CDS โลกพุ่ง ต่างชาติเทขายตราสารหนี้ไทยทะลุหมื่นล้าน

สำหรับปัจจัยกดดันในประเทศ ตลาดกำลังเผชิญกับค่าเบี้ยประกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Credit Default Swap หรือ CDS) อายุ 5 ปี ที่พุ่งสูงขึ้นพร้อมกันทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ทิศทางดังกล่าวบ่งชี้ว่าตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงต่อภาพรวมเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเงินในระดับที่สูงขึ้น สอดคล้องกับ Bond Yield 10 ปีของสหรัฐฯ ที่พุ่งทะลุระดับ 4.56% สภาวะนี้ได้สร้างแรงกดดันโดยตรงต่อตลาดทุนไทย ทำให้นักลงทุนต่างชาติเทขายตราสารหนี้ไทยมาตั้งแต่ต้นเดือน (MTD) สูงถึง 1.1 หมื่นล้านบาท (โดยเป็นยอดขายสุทธิในวันก่อนหน้าวันเดียวถึง 6.5 พันล้านบาท) ดันให้ Bond Yield 10 ปีของไทยพุ่งขึ้นแรง 8 bps. มาอยู่ที่ระดับ 2.29% ฝ่ายวิจัยประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะส่งสัญญาณ “คง” อัตราดอกเบี้ยไปจนถึงช่วงสิ้นปีเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การที่ธนาคารกลางหลักอย่าง ยุโรป (ECB) อังกฤษ (BOE) และญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน มิ.ย. นี้ จะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยกว้างขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันให้เงินทุนไหลออกและทำให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงตามกลไกตลาด

กลยุทธ์การลงทุน “Rotate 3 to 3” หลบหุ้นร้อน หาหุ้นนิ่ง

บล.เอเซีย พลัส ชี้ว่าแม้ราคาน้ำมันที่ย่อตัวจะช่วยเปิดทางให้หุ้นกลุ่ม AI และ Growth ฟื้นตัวขึ้นได้ในระยะสั้น (Relief Rally) แต่ Upside ของตลาดโดยรวมยังถูกจำกัดด้วยทิศทาง Bond Yield สหรัฐฯ ที่ทรงตัวในระดับสูง และความกังวลเรื่องเครดิตผ่าน CDS ที่พุ่งขึ้น ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนเพื่อลดความผันผวน ภายใต้ธีม “Rotate 3 to 3 – หลบหุ้นร้อน หาหุ้นนิ่ง” โดยปรับพอร์ตไปยังกลุ่มที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ดังรายละเอียดต่อไปนี้

  • ย้ายจากกลุ่ม High Growth สู่ High Yield เน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยสูง หรือมีปันผล (Dividend Yield) รองรับ ได้แก่ KTB, BBL, KBANK และ BLA

  • ย้ายจากกลุ่ม Commodity สู่ Reopening Play ลดน้ำหนักหุ้นที่อิงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และเพิ่มน้ำหนักหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการบริโภคและการท่องเที่ยว ได้แก่ CENTEL, CPN และ ERW

  • ย้ายจากกลุ่ม Net Debt สู่ Net Cash เลือกหุ้นที่มีฐานะการเงินและงบดุลแข็งแกร่ง (Balance Sheet แข็งแรง) กระแสเงินสดดี และทนทานต่อภาวะดอกเบี้ยสูง ได้แก่ ITC, BH, BCH และ AOT

โดยกำหนดให้หุ้น BLA, CENTEL และ BH เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวัน

ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม

แนะนำให้จับตา DR: GOOG80 จากการที่ APPLE เปิดตัวฟีเจอร์ “SIRI AI” ในงาน WWDC 2026 ซึ่งได้ดึงเอาความสามารถของ GOOGLE GEMINI เข้ามาใช้ใน Ecosystem ของบริษัท โดยงานนี้จะเป็นการขึ้นเวทีครั้งสุดท้ายของ Tim Cook ในฐานะ CEO ก่อนจะส่งต่อตำแหน่งให้ John Ternus ในเดือนกันยายนนี้

นอกจากนี้ แนะนำเก็งกำไร DR: UBTECH23 หลังบริษัท UBTECH ROBOTIC ทำยอดจองหุ่นยนต์ Humanoid สำหรับใช้งานในบ้านรุ่น “UWORLD U1” ทะลุ 2,100 ตัว ภายในเวลาเพียง 6 วัน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในการรุกตลาด B2C ครั้งแรกของบริษัท โดยจะเริ่มส่งมอบในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้