บล.เอเซีย พลัส ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยเผชิญความผันผวน แต่กำไร บจ. ไตรมาส 3/2569 ยังแกร่งคาดแตะ 2.47 แสนล้านบาท เติบโต 14% แนะกลยุทธ์ Selective Play คัดหุ้นเด่น TOP SAWAD และ MCS
บล.เอเซีย พลัส ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภายนอกและแรงขายทำกำไรของนักลงทุน แม้ภาพรวมผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 3/2569 ยังมีทิศทางเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดการณ์กำไรสุทธิรวมอยู่ที่ประมาณ 2.47 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อน สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่ยังสนับสนุนเป้าหมายกำไรทั้งปี พร้อมแนะนำกลยุทธ์ Selective Play คัดเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่งและได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกจำกัด โดยชู TOP, SAWAD และ MCS เป็นหุ้นเด่น
ปัจจัยพื้นฐานหนุนกำไรบริษัทจดทะเบียน
สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในภาวะระมัดระวังการลงทุน หลังการซื้อขายวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา หุ้นปรับตัวลดลงกระจายเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม โดยมีแรงขายในหุ้น GFPT, BCH, TTB และ CPF ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบเฉพาะตัว ขณะที่หุ้นบางส่วนยังปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ อาทิ KKP, TFG และ PTTEP สะท้อนภาวะที่นักลงทุนยังมีแนวโน้มลดความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน (Risk Off)
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยยังมีแรงสนับสนุนจากแนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยข้อมูลประมาณการจาก Bloomberg ครอบคลุม 101 บริษัท คิดเป็นประมาณ 77% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) คาดว่ากำไรสุทธิรวมในไตรมาส 3/2569 จะอยู่ที่ประมาณ 2.47 แสนล้านบาท ลดลง 17% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากฐานกำไรที่สูงจากรายการกำไรจากหุ้น (Stock Gain) แต่ยังเติบโต 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มกำไรฟื้นตัวโดดเด่น ได้แก่
ขนส่ง
อิเล็กทรอนิกส์
อาหาร
การแพทย์
ขณะเดียวกัน บริษัทจดทะเบียนสามารถทำกำไรในช่วงครึ่งปีแรกได้แล้วมากกว่า 62% ของประมาณการกำไรทั้งปี ซึ่งประเมินกำไรต่อหุ้น (EPS) ไว้ที่ 95 บาท ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีหลังต้องมีกำไรเฉลี่ยเพียงไตรมาสละประมาณ 2.29 แสนล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการกำไรในปัจจุบัน จึงมีโอกาสสูงที่กำไรบริษัทจดทะเบียนทั้งปีจะเป็นไปตามเป้าหมาย
จับตาอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ
สำหรับปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศ สายงานวิจัยฯ ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมวันที่ 28 ตุลาคม 2569 มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังไม่ทั่วถึง แม้ว่าการส่งออกและการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและ AI จะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดจากการพึ่งพาการนำเข้าสูง
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ซึ่งปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2.32% ทำให้ส่วนต่างเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.32% ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 1.45% โดยหากราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ กนง. ต้องทบทวนทิศทางนโยบายการเงินในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 ทั้งนี้ ยังขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าว
ด้านตลาดหุ้นต่างประเทศ ผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่ออกมาดีกว่าคาด เป็นปัจจัยสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีอีกครั้ง สะท้อนความต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ที่ยังแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามแนวโน้มการเติบโตของกำไรและความเสี่ยงด้านมูลค่าหุ้น (Valuation) ในระยะถัดไป
กลยุทธ์ Selective Play ชู 3 หุ้นเด่น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้เน้นการลงทุนแบบ Selective Play โดยคัดเลือกหุ้นที่คาดว่าจะรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2569 โดดเด่น และมีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว
TOP คาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 ประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 111% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีแรงสนับสนุนจากรายการพิเศษที่พลิกกลับมาเป็นบวก และคาดกำไรสุทธิปี 2569 อยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 376% จากปีก่อน
SAWAD ได้รับความสนใจจากธีมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ขาลง ประกอบกับราคาหุ้นที่ยังปรับตัวล้าหลังหุ้นกลุ่มอื่น และโอกาสได้รับปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ
MCS มีแนวโน้มรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2569 เติบโตทั้งจากไตรมาสก่อนหน้าและช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมโอกาสขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดใหม่ในสหรัฐฯ และงานภาครัฐในประเทศญี่ปุ่น


