เอเซีย พลัส ชี้ “น้ำท่วม-ฟันด์โฟลว์ไหลออก” กดดัน SET อัด 5 หุ้นเด่นสู้ตลาดผันผวน

บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางตลาดทุนและกลยุทธ์การลงทุนภายใต้ธีม “DOUBLE PRESSURE … FLOOD IN FLOW OUT” สะท้อนแรงกดดันสองเด้งจากวิกฤตมวลน้ำภาคเหนือ-ภาคกลางที่ทะลักสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และการชะลอตัวของกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ท่ามกลางส่วนต่างดอกเบี้ยเฟดและค่าเงินบาทอ่อนค่า

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นโลกยังได้รับแรงหนุนจากประมาณการกำไรไตรมาส 3 กลุ่มเทคโนโลยีและพลังงาน ตลอดจนเม็ดเงิน CAPEX AI ของกลุ่ม Hyperscalers ที่เติบโตถึง +116% YoY พร้อมแนะนำกลยุทธ์ตั้งรับผ่านหุ้นไทยและตราสารต่างประเทศ (DR) ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวเด่นชัด

ตลาดหุ้นโลกรับอานิสงส์เทคโนโลยี-พลังงานหนุนกำไร

ตลาดหุ้นโลกได้รับแรงหนุนระยะสั้นจากความหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะยังไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ หลังดัชนีภาคบริการ (ISM Services) เดือนกันยายนของสหรัฐฯ ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 54.9 (ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 55.0) ประกอบกับราคาน้ำมันดิบ Brent ย่อตัวลงมาใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Bond Yield) อายุ 2 ปี ปรับตัวลดลงสวนทางกับอายุ 10 ปี

อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินโลกยังต้องติดตามความผันผวนของ Bond Yield ในฝั่งยุโรปอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศส เนื่องจากนักลงทุนญี่ปุ่นถือครองพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสในสัดส่วนสูงที่สุด (Overweight) ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป หาก Bond Yield ของญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้นจนดึงดูดเงินทุนกลับประเทศ อาจกดดันให้เกิดแรงขายพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสและผลักดันให้ Bond Yield ฝรั่งเศสพุ่งขึ้นรอบใหม่ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเผชิญความกังวลเรื่องส่วนต่างระหว่าง Bond Yield 10 ปี กับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เริ่มลดแคบลง ซึ่งมักเป็นสัญญาณนำไปสู่การปรับฐานของตลาดหุ้น

ในส่วนของทิศทางกำไร บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าบริษัทในดัชนี S&P 500 จะรายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 3/2569 ขยายตัวแกร่ง โดยคาดการณ์ EPS เติบโตถึง +27% YoY โดยมีปัจจัยหนุนดังนี้

  • กลุ่มพลังงาน มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้นราว 50% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

  • กลุ่มเทคโนโลยี ถูกปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้นราว 40% จากการเร่งพัฒนาโมเดล AI

  • เม็ดเงินลงทุน CAPEX ของกลุ่ม Hyperscalers คาดว่าจะเติบโตสูงถึง +116% YoY ในไตรมาส 3

  • ยอดค้างรับชำระบริการคลาวด์ (Cloud Backlog) ของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีทำสถิติสูงสุดใหม่ เติบโตเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ +55% YoY

เจาะลึกสถานการณ์ในประเทศ “วิกฤตน้ำท่วมและบาทอ่อนค่า”

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ตลาดทุนและระบบเศรษฐกิจกำลังเผชิญแรงกดดันแบบสองทาง (Double Pressure) จากทั้งปัจจัยการเงินต่างประเทศและภัยธรรมชาติในประเทศ โดยส่วนต่างระหว่าง Bond Yield 10 ปี กับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังทรงตัวในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต

ขณะเดียวกัน การดำเนินนโยบายการเงินของ FED ยังคงกดดันค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง โดยหากอัตราดอกเบี้ยปลายทางของ FED อยู่ที่ระดับ 4.5% คาดว่าจะส่งผลให้ค่าเงินบาทแกว่งตัวอ่อนค่าในกรอบ 35–37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มธุรกิจต่างๆ ได้แก่

  • กลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยต่างชาติ (BH, BDMS, BCH, PR9)

  • กลุ่มท่องเที่ยว (AOT, THAI, CENTEL)

  • กลุ่มส่งออก (TU, ITC, CPF)

ด้านภัยธรรมชาติ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศทรงตัวอยู่ในระดับสูงจนเข้าขั้นวิกฤตหลายแห่ง เช่น เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ (ปริมาณน้ำ 110% ของความจุ), เขื่อนหนองปลาไหล (105%) และเขื่อนแก่งกระจาน (102%) ผนวกกับมวลน้ำจากแม่น้ำสายหลักในภาคเหนือที่ไหลมารวมกัน ณ แม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ปริมาณน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาพุ่งแตะ 2,500 ลบ.ม./วินาที ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

เปิดโผกลยุทธ์การลงทุนแบบคัดสรรเน้นหนัก

ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบคัดสรรเน้นหนัก (Selective Investment) โดยแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 2 ทิศทางหลัก

  1. กลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทาน AI สากล เลือกลงทุนผ่านตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ที่อิงกับหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกใน 5 ธีมโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ กลุ่ม Optical (LITE01, COHR80, MRVL06), กลุ่ม CPU & AI Server (INTEL80, AMD80, DELL19), กลุ่ม Semi Equipment (ASML01, AMAT01, LRCX23, KLAC01), กลุ่ม Cloud (GOOGL01, MSFT80, AMZN80) และกลุ่ม Power (BE03, GEV23, PWR80)

  2. กลุ่มหุ้นไทยตั้งรับได้ประโยชน์จากบาทอ่อนค่าและ High Season มุ่งเน้นหุ้นกลุ่มส่งออกที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและลุ้นดีล M&A, หุ้นกลุ่มสื่อสารและโรงพยาบาลที่มีแนวโน้มกำไรไตรมาส 3/2569 ขยายตัวแกร่ง

5 หุ้นเด่นรับมือตลาดผันผวน

  • SHOP06 แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 มีแนวโน้มแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ได้รับแรงหนุนจากการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยเพิ่มปริมาณการซื้อขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม (แนวรับ 2.66 บาท / แนวต้าน 2.80 บาท / จุดตัดขาดทุน 2.60 บาท)

  • MRVL06 ได้รับ Sentiment เชิงบวกจากงาน Investor Day ที่จะจัดขึ้นในคืนนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่และเปิดเผยเป้าหมายการเติบโตระยะยาว (แนวรับ 9.10 บาท / แนวต้าน 9.70 บาท / จุดตัดขาดทุน 8.90 บาท)

  • ITC ได้รับประโยชน์โดยตรงจากธีมค่าเงินบาทอ่อนค่า พร้อมลุ้นความคืบหน้าการปิดดีล M&A ในช่วงไตรมาส 4/2569 ซึ่งจะช่วยเปิด Upside การเติบโตเพิ่มเติม (แนวรับ 16.30 บาท / แนวต้าน 16.90 บาท / จุดตัดขาดทุน 15.90 บาท)

  • TRUE คาดการณ์กำไรงวดไตรมาส 3/2569 ขยายตัวโดดเด่นทั้ง QoQ และ YoY พร้อมคาดหวังการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลราว 0.15 บาท และรับผลบวกต่อเนื่องเข้าสู่ High Season ในไตรมาส 4/2569 (แนวรับ 12.80 บาท / แนวต้าน 13.40 บาท / จุดตัดขาดทุน 12.30 บาท)

  • BH รายได้และจำนวนผู้ป่วยจากภูมิภาคตะวันออกกลางในงวดเดือนกุมภาพันธ์-กันยายน 2569 ฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง ขณะที่ราคาหุ้นยังมี Upside สูงเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน (แนวรับ 188.00 บาท / แนวต้าน 195.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 180.00 บาท)